วิธีการเลือกซื้อผลไม้ ให้ได้สุกพอดี รสชาติอร่อย เหมือนเด็ดจากสวนผลไม้

วิธีการเลือกซื้อผลไม้ ให้ได้สุกพอดี รสชาติอร่อย เหมือนเด็ดจากสวนผลไม้
aichan
16 กันยายน 2565 ( 12:03 )
50.3K

     เลือกผลไม้ยังไงให้อร่อย ? บอกเลยว่า ผลไม้ไทย ไม่แพ้ชาติใดในโลก ! เพราะผลไม้บ้านเราทั้งราคาถูก และก็รสชาติอร่อยที่สุดแล้วค่ะ ไม่ว่าจะฤดูกาลไหนก็มีผลไม้อร่อยๆ ออกมาให้เลือกซื้อเลือกชิมกันมากมาย แต่เคยไหมคะไปตลาดแล้วเลือกไม่ถูก ไม่รู้ว่าต้องเลือกยังไง วันนี้เรารวมมาให้แล้ว กับ วิธีการเลือกซื้อผลไม้ ให้ได้สุกพอดี รสชาติอร่อย แบบไหนจะอร่อยถูกใจ สดใหม่เหมือนไปเด็ดชิมตามสวนผลไม้ที่ระยอง หรือจันทบุรี เลือกยังไงให้ได้ผลไม้คุณภาพดี ไม่เน่าเสีย ไม่อ่อนไป ไม่ไปสุกเกินไป ตามเรามาดูกันเลยค่ะ

 

 

วิธีการเลือกซื้อผลไม้ให้อร่อย สดใหม่

 

 

1. วิธีเลือกซื้อมะม่วง

 

 

วิธีเลือกซื้อมะม่วงสุก

  1. ควรเลือกมะม่วงที่แก่จัด ผิวนวล แต่การดูสีบางทีไม่แน่นอน เพราะปัจจุบันใช้วิธีบ่มแก๊ส ทำให้มีผิวเหลืองสวย ทั้งๆที่บางทียังไม่แก่จัด
  2. มะม่วงที่ไม่สุกแก่ แต่นำมาบ่มแก๊สขาย จะมีลักษณะผิวสีเหลืองสวย เต่งตึง รสชาติเปรี้ยว เหม็นกลิ่นแก๊ส หากบ่มธรรมชาติ ผิวจะไม่สวย ไม่เต่งตึง สีไม่สม่ำเสมอ และรสชาติไม่หวาน
  3. มะม่วงที่สุกแก่พอดีตามธรรมชาติ จะมีผิวสีเหลืองเข้มสวย สม่ำเสมอ เต่งตึง (ผิวอาจจะมีรอยบ้าง) แต่ไม่ช้ำ ขั้วผลเรียบเต่งตึง รสชาติหวานฉ่ำอร่อย
  4. มีกลิ่นหอมมะม่วงสุก

 

วิธีเลือกซื้อมะม่วงดิบ

  1. ควรเลือกมะม่วงที่ขั้วมีสีน้ำตาลเข้ม เปลือกสีเขียวเข้มกำลังดี (แล้วแต่สายพันธุ์)
  2. อย่าเลือกมะม่วงลูกที่อ่อนจนเกินไป เพราะจะทำให้มะม่วงมีรสชาติเปรี้ยวโดด ไม่เข้มข้น
  3. ลองดีดมะม่วงดูเบาๆ จะรู้สึกถึงความความแน่นของเนื้อ ไม่เป็นเสียงโล่งๆ

 

2. วิธีเลือกซื้อทุเรียน

 

 

  1. ทุเรียนที่แก่จัด ปากปลิงจะพองโตเห็นรอยชัดเจน ปลายหนามจะออกสีน้ำตาลเข้ม เมื่อบีบหลายหนาม 2 หนามเข้าหากัน จะมีลักษณะยืดหยุ่นเหมือนมีสปริง
  2. ขั้วทุเรียน ด้านบนผลทุเรียนสีจะมันและแห้ง ร่องพูจะเป็นสีน้ำตาลปนเหลือง หรือใช้วิธีชิมปลิง โดยตัดขั้วผลหรือปลิง ทุเรียนแก่จะเห็นน้ำใสที่ขั้วผล ไม่ข้นเหนียวเหมือนทุเรียนอ่อน เมื่อชิมดูจะมีรสหวาน รอยตัดขั้วผลจะเป็นวงแหวนสีเหลืองระหว่างแกนกับเปลือก
  3. หากลองเคาะที่โกรกหนาม ทุเรียนแก่จะมีเสียงโพรกดังหลวมๆ ไม่ทึบ
  4. การเลือกซื้อทุเรียนควรซื้อที่ตัดมาจากสวนใหม่ๆ หากเป็นไปได้แวะไปที่สวนผลไม้ที่เปิดให้เข้าชม จะได้ทุเรียนที่ตัดมาสดๆ นำไปเป่าพัดลมไล่น้ำ 3-5 ชั่วโมง เนื้อทุเรียนจะไม่อมน้ำ ทำให้อร่อยยิ่งขึ้น
  5. หากซื้อทุเรียนที่ตัดตอนแก่ พันธุ์ชะนีให้ทิ้งข้ามคืน 3 คืน ส่วนหมอนทองให้ทิ้งไว้ 5 คืน จะได้รสชาติอร่อยยิ่งขึ้น
  6. การใช้มีดผ่าทุเรียน ควรใช้มีดขนาดกระชับมือ มีความคมเป็นพิเศษ ผ่าตามร่องพู และค่อยๆ บิเปลือกออกให้แกะง่ายขึ้น สำหรับทุเรียนที่สุกมาก สามารถใช้มีดเจาะที่ก้นผลแล้วบิเปลือกออกทำให้แกะง่ายขึ้น

 

ดูเพิ่มเติม : วิธีเลือกทุเรียน ทุเรียนเนื้อดีเลือกยังไง แบบไหนคือสุกกำลังดี ?!

 

3. วิธีเลือกซื้อมังคุด

 

 

  1. มังคุดที่ใหม่ขั้วมังคุดต้องมีสีเขียว ไม่เหี่ยวหรือแห้งเป็นสีน้ำตาล
  2. เลือกเปลือกสีม่วงแดงเข้ม ไม่แข็ง เมื่อปอกเปลือกออกเนื้อจะเป็นพูขาวนวล รสหวานอมเปรี้ยว หากเป็นเนื้อใสและแข็ง เรียกว่ามังคุดแก้ว เกิดจากต้นมังคุดถูกฝนตกหนักก่อนเก็บ
  3. เลือกซื้อมังคุดที่เปลือกนิ่มไม่แข็งมาก เพราะมังคุดที่เปลือกแข็งๆ คือมังคุดเก่า
  4. เลือกมังคุดที่ผลกลมสวย มังคุดที่มีรอยแตกหรือแข็งมาก มีรอยยุบหรือมีทรายติด ไม่ควรซื้อ เพราะเป็นมังคุดที่ตกจากต้น
  5. ถ้าจะทานมังคุดที่มีรสชาติหวาน ให้เลือกมังคุดที่มีผิวสีม่วงเข้ม ถ้าจะทานมังคุดแบบหวานอมเปรี้ยว ให้เลือกมังคุดที่มีผิวสีแดง
  6. มังคุดผลเล็กจะมีรสชาติดีกว่ามังคุดผลใหญ่ และไม่ค่อยมีเมล็ดเวลาทาน
  7. ไม่ควรเลือกซื้อมังคุดที่มีรอยของยางสีเหลืองติดที่เปลือก เพราะอาจเกิดจากโรคผลแตกยางไหล ทำให้เนื้อมังคุดมีรสชาติขมฝาด ไม่อร่อย
  8. การแกะมังคุดให้ใช้มีดผ่าเป็นเส้นกากบาทที่ก้นผล แล้วบิดออกจะทำให้เนื้อไม่ช้ำและไม่เสียรสชาติ

 

4. วิธีเลือกซื้อเงาะ

 

 

  1. เลือกดูผลที่ใหญ่เพราะจะได้เนื้อมากกว่า
  2. เลือกเปลือกและขนเงาะที่มีสีสด ไม่แห้งดำ ขนาดผลโดยเฉลี่ยใกล้กัน
  3. เงาะโรงเรียนปลายขนจะมีสีเขียวอ่อน ส่วนเงาะสีชมพูปลายจะมีสีแดงอมชมพู
  4. เนื้อเงาะต้องล่อนดี ไม่ติดเมล็ด และไม่น้ำแฉะจนเกินไป
  5. เลือกซื้อเงาะที่ไม่โดนพรมน้ำ เพราะการพรมน้ำจะช่วยให้เงาะดูสด แต่จะเน่าเสียง่ายกว่าปกติ
  6. เลือกเงาะลูกที่ไม่มีรอยเจาะ ไม่ลีบ และไม่ช้ำ ไม่เหี่ยว

 

5. วิธีเลือกซื้อส้ม

 

 

  1. ผิวส้มจะต้องเรียบและเต่งตึง
  2. ลูกส้มกลมสวยไม่มีรอยบุ๋ม หรือเบี้ยวจนผิดรูป
  3. เลือกซื้อส้มที่มีเปลือกบางเรียบ ไม่หนาจนเกินไป
  4. เลือกส้มที่มีน้ำหนัก อย่าเลือกลูกที่เบา เพราะถ้าเบาเกินไปแสดงว่าในลูกส้มมีน้ำน้อย ไม่มีรสชาติ และเนื้อฟ่าม
  5. ลองกดที่ลูกส้มดูเบาๆ จะต้องรู้สึกถึงความตึง ไม่นิ่มและยวบจนเกินไป
  6. ขั้วส้มจะต้องไม่หลุด และไม่นูนออกมา เพราะถ้านูนเกินไปจะแสดงว่าส้มลูกนั้นฟ่าม คือ ส้มมีรสชาติจืด น้ำน้อย เนื้อกระด้าง ไม่มีกลิ่นหอม หรือบางผลอาจจะมีกลิ่นบูดได้
  7. ที่ด้านก้นหรือสะดือของส้ม (ด้านที่ไม่มีขั้ว) จะต้องเต่งตึงบุ๋มเล็กน้อย ไม่บุ๋มลึกเกินไป และต้องไม่นูนออก
  8. เลือกผิวส้มที่มีรอยจุดดำในผิว หรือเรียกว่าขี้มด เพราะจะเป็นตัวบ่งบอกว่าส้มมีรสหวาน แต่ต้องไม่ใช่จุดเน่า

ดูเพิ่มเติม : เคล็ดลับ เลือกส้มให้อร่อย ได้ส้มหวานฉ่ำ ไม่ฟ่าม ไม่เปรี้ยว แบบไม่ต้องลุ้น

 

6. วิธีเลือกซื้อชมพู่

  1. เลือกชมพู่ที่มีเนื้อกรอบและหวาน ควรเลือกผลที่มีลักษณะเป็นรูประฆังคว่ำ ผิวสวยไม่โดนเจาะ ด้านบนขั้วไม่ลีบเล็กจนเกินไป
  2. สังเกตรอยแฉกใต้ลูกชมพู่ รอยแฉกใต้ลูกชมพู่ ควรมีลักษณะที่ค่อนข้างลึกและกว้างได้รูปสี่เหลี่ยมจตุรัส เพราะถ้ารอยแฉกใต้ลูกชมพู่เบี้ยว มีรอยแฉกตื้น ชมพู่ลูกนั้นมักจะมีเนื้อนิ่มและมีรสฝาด
  3. ชมพู่ที่แก่ ผิวของชมพูต้องขึ้นเส้น สามารถมองเห็นเป็นเส้นขึ้นตามลูกในแนวดิ่งลง
  4. มองรอบๆ ผลชมพู่ พยายามเลือกชมพู่ที่ผิวสวย อย่าเลือกชมพู่ที่มีรอยช้ำ เพราะชมพู่เป็นผลไม้เปลือกบาง จึงเกิดการช้ำและเน่าเสียได้ง่าย

 

7. วิธีเลือกซื้อลิ้นจี่

  1. ลิ้นจี่มีหลากหลายสายพันธุ์ให้เลือกทาน แต่ละพันธุ์มีรสชาติแตกต่างกัน ลิ้นจี่พันธุ์ค่อม มีผิวสีแดงเข้มคล้ำปนดำ เห็นหนามชัดเจน ขนาดลูกไม่ใหญ่นัก รสชาติหวาน ติดรสฝาดเล็กน้อย ลิ้นจี่พันธุ์ฮงฮวย มีผิวสีชมพู หนามไม่ค่อยแหลม ขนาดผลใหญ่กว่าพันธุ์ค่อม รสชาติหวานหอม ติดอมเปรี้ยวบ้าง ลิ้นจี่พันธุ์จักรพรรดิ ผลโต เมล็ดใหญ่ รสชาติฉ่ำน้ำ
  2. ลิ้นจี่ที่ยังไม่สุกดี สีจะไม่เป็นชมพูสดสวย แต่อมเหลืองหรือซีด หนามยังค่อนข้ามคม ไม่มนเหมือนลิ้นจี่แก่จัด
  3. เลือกลิ้นจี่ที่มีเปลือกบาง
  4. สีของเปลือกลิ้นจี่จะต้องไม่แดงเข้มมาก และเปลือกต้องมีรอยขรุขระบ้าง เพราะจะทำให้ลิ้นจี่มีรสหวานมากขึ้น

 

 

8. วิธีเลือกซื้อลองกอง

  1. วิธีที่ง่ายที่สุดก็คือขอแม่ค้าชิมก่อนว่าลองกองหวานหรือไม่
  2. เลือกลองกองผิวเรียบ ไม่มีรอยด่างดำมากเกินไป และควรมีขนาดผลใกล้เคียงกัน
  3. เลือกลองกองที่ยังเป็นพวง ไม่มีเม็ดหลุดออกมา
  4. สังเกตุดูที่ก้านของพวงลองกองว่ามีการมัดยางหรือไม่ เพราะบางร้านอาจจะนำลองกองที่ร่วงแล้วมามัดรวมกันให้เป็นพวงสวยงาม
  5. ผลลองกองจะมีลักษณะใกล้เคียงกับลางสาด ให้สังเกตผิวเปลือก ลางสาดผิวจะมันและเล็กกว่าลองกอง หากแกะเปลือกออกจะมียางสีขาวๆ แต่ลองกองจะไม่มียาง

 

9. วิธีเลือกซื้อสละ

  1. โดยทั่วไปสละแต่ละพันธุ์มีลักษณะไม่แตกต่างกันมาก จะต่างกันที่บางพันธุ์มีลักษณะพิเศษคือ ลำต้นไม่มีหนามและบางพันธุ์ผลจะมีลักษณะยาวรี และเปลือกมีสีน้ำตาลเข้ม เช่น สละพันธุ์เนินวง
  2. สละจะมีรสชาติหอมหวาน ส่วนระกำจะมีรสเปรี้ยวอมหวาน ผลระกำจะมีเมล็ด 2-3 เมล็ด แต่สละจะมีเพียง 1-2 เมล็ด
  3. สละนิยมทานผลสด แต่ระกำนิยมนำไปเป็นส่วนประกอบของอาหาร เช่น ปลาทูต้มระกำ
  4. การแกะเปลือกสละและระกำ ให้เปิดเปลือกจากก้นผลแล้ววนรอบผล จะแกะง่ายและไม่ทำให้เนื้อช้ำ แต่ถ้าเปลือกล่อนเป็นชิ้นๆ แสดงว่าไม่สดเพราะเปลือกแห้งเกินไป

 

 

10. วิธีเลือกซื้อฝรั่ง

  1. การเลือกฝรั่งเนื้อหวานกรอบ ให้เลือกผลที่มีรูปร่างกลมแป้น ผิวเรียบมันวาว ไม่ขรุขระ
  2. เลือกฝรั่งที่ผิวมีสีเขียวอมเหลือง อย่าเลือกฝรั่งที่สีเขียวเกินไป เมื่อลองดีดดูเสียงจะดังโป๊ะๆ ไม่แน่นมากไป
  3. ผิวของฝรั่งต้องไม่ช้ำ อย่าเลือกฝรั่งที่มีรอยช้ำสีน้ำตาลเยอะจนเกินไป เพราะฝรั่งจะเริ่มเน่าเสียแล้ว
  4. การเลือกฝรั่งเนื้อนิ่ม จะเป็นฝรั่งที่มีรสชาติหวานที่สุด เมื่อลองดีดดูจะได้ยินเสียงดังแปะๆ ลองบีบเบาๆ จะรู้สึกว่าฝรั่งไม่แข็งมาก
  5. ฝรั่งที่มีก้านและใบติด จะเป็นฝรั่งที่สดใหม่มากกว่าฝรั่งที่ก้านหลุด

 

11. วิธีเลือกซื้อแตงโม

 

 

  1. แตงโมที่สุกแล้ว เมื่อลองดีดดูที่บริเวณกลางลูก จะรู้สึกได้ถึงความแน่น ไม่กลวง
  2. ดูที่ก้านแตงโมบริเวณขั้ว ถ้าตรงก้านมีลักษณะม้วนมาก แสดงว่าแตงโมลูกนั้นแก่จัด และจะมีรสชาติหวานฉ่ำ ถ้าก้านตรงแสดงว่าแตงโมลูกนั้นยังไม่แก่ รสชาติอาจจะไม่หวานเท่าที่ควร
  3. ควรเลือกแตงโมที่ขั้วเริมมีสีเหลืองแล้ว เพราะถ้าขั้วมีสีเขียวแสดงว่าแตงโมลูกนั้นยังอ่อนอยู่
  4. เลือกแตงโมที่มีเปลือกบาง โดนสังเกตุจากบริเวญก้นของแตงโม ลานเส้นจะต้องชิดกัน ยิ่งชิดมากแสดงว่าแตงโมลูกนั้นสุกแล้ว
  5. ดูที่ผิวของแตงโม ถ้าเปลือกแตงโมมีรอยสีน้ำตาล (ที่ไม่ใช่รอยช้ำ) แตงโมลูกนั้นจะมีความหวานแน่นอน
  6. เลือกแตงโมเมล็ดน้อยให้ดูลายของแตงโม ถ้าแตงโมลูกไหนมีลายเส้นที่ห่างกัน แนวของเมล็ดแตงโมด้านในก็จะห่างเช่นกัน

 

12. วิธีเลือกซื้อแก้วมังกร

  1. แก้วมังกรเป็นผลไม้ที่จะมีกลีบ(หนวด)อยู่ที่ผล ซึ่งการเลือกแก้วมังกรให้อร่อย มีรสหวานฉ่ำ ควรสังเกตุ
  2. ตรงกลีบอย่าให้มีสีเขียวอยู่มาก เพราะยิ่งกลีบมีสีแดงไล่ขึ้นมาเท่าไหร่ ก็จะแสดงว่าแก้วมังกรลูกนั้นสุกแล้วและมีรสหวาน
  3. สีของเปลือกจะต้องเป็นสีแดงชมพู ไม่มีสีเขียวปน เพราะถ้ามีสีเขียวแสดงว่าแก้วมังกรลูกนั้นยังไม่แก่
  4. ควรเลือกแก้วมังกรที่มีรูปทรงเรียวเหมือนไข่ไก่ ลูกกลมเต่งตึง และหนวดไม่ยาวมาก
  5. เลือกแก้วมังกรที่มีขนาดกลางๆ เพราะจะเป็นขนาดที่กำลังดี เมื่อสุกแล้วจะมีรสชาติหวานทั้งลูก
  6. เลือกซื้อแก้วมังกรที่มีเปลือกบาง และหนวดไม่แข็งมาก จะเป็นแก้วมังกรที่หวาน
  7. ผิวของเปลือกต้องเต่งตึง ไม่เหี่ยว และหนวดไม่มีรอยหัก รอยช้ำ

 

13. วิธีเลือกซื้ออะโวคาโด

 

  1. ถ้าสัมผัสด้วยมือ ควรมีความนิ่ม กดจากเปลือกข้างนอกแล้วมีความยุบลง นั่นแสดงว่า อะโวคาโดสุกพร้อมกินแล้ว
  2. สังเกตที่ขั้วของอะโวคาโด ถ้าเป็นขั้วสีน้ำตาลเข้มจะสุกเกินไป ขั่วสีเขียว อ่อนเกินไป ถ้าสุกพอดี ขั้วควรออกสีน้ำตาล
  3. ดูจากสี ถ้าเป็นสีเขียวแปลว่ายังไม่สุก กินแล้วจะทำให้ปวดหัวได้
  4. อะโวคาโดที่พร้อมทานจะต้องออกสีเข้มทั้งลูก 

 

14. วิธีเลือกซื้อกระท้อน

 

 

  1. เลือกกระท้อนที่มีสีเหลืองทอง ไม่มีสีเขียวปนอยู่มากนัก เพราะผิวของกระท้อนที่แก่และสุกจะมีสีเหลืองทอง ถ้ากระท้อนที่มีสีเขียวแสดงว่ากระท้อนลูกนั้นยังไม่แก่จัด จะทำให้มีรสฝาดและเปรี้ยว
  2. เลือกกระท้อนที่ผิวสวย ไม่เลือกผิวกระท้อนที่มีรู หรือมีรอบเจาะ เพราะนั่นอาจจะเป็นรอยที่โดนแมลง หรือหนอนเจาะ เมื่อผ่าอาจจะเจอหนอน หรือเนื้อกระท้อนเน่าเสียได้
  3. ถ้าอยากได้กระท้อนรสชาติหวาน เนื้อนุ่ม ให้เลือกกระท้อนที่มีลักษณะกลมแป้น แต่กระท้อนทรงแป้นจะมีเม็ดมากกระกระท้อนทรงจุก
  4. ถ้าอยากได้กระท้อนรสชาติอมเปรี้ยว แต่เนื้อฟูนุ่ม เนื้อเยอะมีเม็ดน้อย ให้เลือกระท้อนที่มีขั้วนูนเป็นจุก

  5. เลือกซื้อกระท้อนที่มีเปลือกบาง เพราะกระท้อนที่ผิวบางเนื้อด้านในจะนุ่ม

 

15. วิธีเลือกซื้อลำไย

 

 

  1. ดูที่ลูกลำไย ให้เลือกลำไยพวงที่ลูกโตๆ เพราะลำไยลูกโตคือลูกที่แก่แล้วนั่นเอง
  2. ดูที่เปลือกของลำไย ให้เลือกลำไยที่ลายสีน้ำตาลเข้มห่างออกจากกัน เพราะจะหมายความว่าลำไยพวงนั้นแก่แล้ว จะทำให้ได้ลำไยที่รสชาติดี หวานจัด และเนื้อหนา
  3. เลือกลำไยที่เปลือกเรียบ ไม่มีรอยแผล หรือรอยเจาะของแมลง
  4. วิธีดูว่าลำไยที่แก่ เนื้อบริเวณข้างๆ ขั้วของลำไยจะต้องนูนขึ้นมา คล้ายรูปหัวใจ
  5. ถ้าลองกดเบาๆ ที่ขั้วลำไย จะต้องรู้สึกว่าเนื้อแน่นเต็มเปลือก ไม่บุ๋มลงไปเป็นโพรง
  6. เลือกซื้อลำไยที่ผิวตึง ไม่นิ่มเกินไป และต้องไม่มีน้ำออกมา เพราะจะหมายความว่าเป็นลำไยที่โดนพรมน้ำ มีโอกาสเน่าเสียได้
  7. วิธีดูว่าลำไยใหม่ ไม่เก่าเก็บ ให้กดเบาๆ ที่ลูกลำไย จะต้องรู้สึกว่าเปลือกมีความยืดหยุ่น เด้งสู้มือ ไม่แข็งแห้งกร้าน

 

บทความที่คุณอาจสนใจ

 

ยอดนิยมในตอนนี้

ยอดนิยมในตอนนี้