น้ำมันมะกอก หรือ Olive Oil น่าจะเป็นน้ำมันอีกหนึ่งชนิดที่หลายคนคุ้นหน้าคุ้นตากันเป็นอย่างดี โดยเฉพาะสายสุขภาพ เพราะนอกจากเราจะเห็นน้ำมันมะกอกอยู่ในเมนูสลัด พาสต้า หรืออาหารฝรั่งสารพัดเมนูแล้ว ทุกวันนี้ยังมีให้เลือกวางเรียงเต็มชั้นซูเปอร์มาร์เก็ต หลายแบรนด์ หลายแบบ วันนี้เราจะพาเพื่อนๆ มาทำความรู้จักน้ำมันมะกอกกันในหลายๆ แง่มุมมากขึ้น มีอะไรน่าสนใจเกี่ยวกับน้ำมันมะกอกบ้าง มาดูกันเลย รวมเรื่องควรรู้ ก่อนกิน "น้ำมันมะกอก" Olive oil น้ำมันมะกอก ทำจากมะกอกชนิดไหน มะกอกที่นำมาทำน้ำมันมะกอก ไม่ใช่มะกอกไทยที่เราเอามาใส่ส้มตำ แต่เป็นมะกอกออลิฟ หรือ Olive มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Olea europaea เป็นพืชที่ปลูกกันอย่างแพร่หลายในบริเวณรอบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน มีหลายสายพันธ์ที่นิยมนำมาทำน้ำมันมะกอก เช่น มะกอกสเปน กรีซ อิตาลี ฯลฯโดยผลของมะกอกมีขนาดเล็ก ทรงกลมหรือรีเล็กน้อย ด้านในเป็นเมล็ดเดี่ยว ช่วงแรกผลด้านนอกจะเป็นสีเขียว จากนั้นกลายเป็นสีเหลือง ม่วง หรือดำเมื่อผลสุกเต็มที่ และที่น่าสนในคือ ในเนื้อของมะกอกมีน้ำมันอยู่ค่อนข้างมาก โดยข้อมูลระบุว่าอาจมีมากถึง 12-30% ตามสายพันธุ์แลระดับความสุกของผลมะกอก คุณสมบัติสำคัญของน้ำมันมะกอก ทำไมเป็นที่นิยม? น้ำมันมะกอก ได้รับความสนใจในแง่คุณประโยชน์ที่โดดเด่น ทั้งเป็นแหล่งของกรดโอเลอิก (Oleic Acid) โดยเฉพาะ Extra Virgin Olive Oil ซึ่งเป็นชนิดที่ผ่านกรรมวิธีการแปรรูปค่อนข้างน้อย ก็ยังอุดมไปด้วยสารประกอบฟีนอลิก (Phenolic Compounds) และสารต้านอนุมูลอิสระตามธรรมชาติ และนอกจากนี้น้ำมันกะกอก ยังเป็นที่สนใจด้วยเรื่องกลิ่นหอมอ่อนๆ และรสชาติที่นุ่ม จึงนิยมเอาไปประกอบอาหารได้หลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นอาหารคาวและของหวาน ขั้นตอนการทำน้ำมันมะกอก ชาวเอเชียอย่างเราอาจจะเห็นน้ำมันมะกอกแบบบรรจุขวดพร้อมใช้กันเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งขั้นตอนการหีบน้ำมันมะกอกก็น่าสนใจไม่น้อยเหมือนกัน โดยจะเริ่มจากการเก็บเกี่ยวผลมะกอกที่ความสุกได้ที่ เอามาผ่านกระบวนการคัดเลือกคุณภาพและล้างทำความสะอาด เสร็จแล้วจึงนำผลมะกอกไปบดเพื่อให้น้ำมันในเนื้อมะกอกเริ่มไหลออกมา จากนั้นจึงเข้าสู่กระบวนการกวนเพื่อให้น้ำมันมะกอกจับตัวกัน แล้วนำไปเข้าเครื่องเหวี่ยงความเร็วสูงเพื่อแยกน้ำมันออกจากส่วนเนื้อ เมื่อได้น้ำมันในขั้นตอนนี้จึงกรองแยกกาก ทำให้ได้น้ำมันกอกที่ใส ไม่มีตะกอน จึงนำไปบรรจุขวด น้ำมันมะกอกมีกี่แบบ ต่างกันยังไง? ข้อนี้แน่นอนว่าหลายๆ คนต้องสับสน เวลาที่เราไปเลือกซื้อน้ำมันมะกอกแบบขวด จะเห็นเลยว่ามีให้เลือกหลายสี หลายชื่อ ซึ่งแต่ละแบบมีความแตกต่างกันออกไป โดยน้ำมันมะกอกจะแบ่งออกเป็นกลุ่มหลักๆ ดังนี้ Extra Virgin Olive Oil ชนิดนี้ผ่านกระบวนการน้อยมากที่สุด ราคาแพง จุดเด่นคือมีกลิ่นและรสมะกอกค่อนข้างชัด Virgin Olive Oil น้ำมันมะกอกที่คุณภาพลดหลั่นลงมาจากกลุ่มแรก แต่ไม่ได้แตกต่างกันเยอะมาก Refined Olive Oil เป็นชนิดที่มีการกลั่นเพื่อปรับปรุงคุณภาพ เพื่อช่วยปรับสี กลิ่น และรส ที่ไม่พึงประสงค์ออก Olive Oil เป็นน้ำมันมะกอกแบบผสม โดยส่วนใหญ่จะเอา Refined Olive Oil ผสมกับ Virgin หรือ Extra Virgin Olive Oil เพื่อผสมคุณสมบัติที่ดีเข้าด้วยกัน และทำให้ราคาดีกว่า เลือกใช้น้ำมันมะกอก แต่ละแบบ ต้องใช้แบบไหน? พอเราทราบแล้วว่าน้ำมะกอกแต่ละชนิดนั้นมีความแตกต่างกัน การเลือกใช้น้ำมันมะกอกให้เหมาะสมกับอาหาร หรือลักษณะการปรุงก็เป็นเรื่องที่ต้องให้ความสนใจเหมือนกัน เพราะน้ำมันมะกอกแต่ละชนิดมีจุดเกิดควัน (Smoke Point) ที่ไม่เท่ากัน มีทั้งแบบที่เหมาะกับการใช้ความร้อนสูง ความร้อนกลางๆ และความร้อนต่ำ Extra Virgin Olive Oil เหมาะเป็นพิเศษกับเมนูที่ต้องการชูกลิ่นและรส เช่น สลัด จิ้มขนมปัง ราดพาสต้า หรือราดอาหารหลังปรุงเสร็จ Virgin Olive Oil เหมาะกับการทำซอส หมักอาหาร ผัด อบ และปรุงอาหารทั่วไป โดยยังคงมีกลิ่นและรสของมะกอกอยู่บ้าง แต่ไม่ชัดเท่าชนิดแรก Refined Olive Oil น้ำมันมะกอกชนิดนี้กลิ่นและรสค่อนข้างอ่อน เหมาะกับการผัด ทอด อบ หรือย่าง โดยไม่มีกลิ่นมะกอกกวน Olive Oil ชนิดนี้ใช้งานได้หลากหลาย ทำได้หมดทั้งการผัด ทอด อบ ย่าง เหมาะกับการทำใช้อาหารประจำวันทั่วๆ ไป แต่จะยังได้กลิ่นมะกอกอยู่บ้าง ราคาเข้าถึงง่ายกว่ากลุ่ม Extra Virgin / Virgin น้ำมันมะกอกมีประโยชน์อะไรบ้าง น้ำมันมะกอกมีประโยชน์ที่น่าสนใจอัดแน่นหลายอย่างด้วยกัน เช่น เป็นแหล่งของกรดโอเลอิก ซึ่งจัดเป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวในปริมาณสูง มีสารต้านอนุมูลอิสระ โดยเฉพาะในกลุ่มที่ผ่านกระบวนการน้อย เป็นแหล่งพลังงานจากไขมันดี ช่วยเพิ่มคุณค่าทางสารอาหารให้ในแต่ละมื้อเมนู ใช้เป็นน้ำมันทางเลือกสำหรับรับประทาน ทำอาหารในครัวเรือน ข้อควรระวังเกี่ยวกับการใช้น้ำมันมะกอก ถึงแม้น้ำมันมะกอกจะมีประโยชน์เยอะมาก แต่ก็มีข้อควรระวังในการใช้งานเหมือนกัน ไม่ควรปล่อยให้น้ำมันมะกอกที่ใช้ร้อนจนเกิดควัน เพราะนั่นหมายถึงน้ำมันมีอุณหภูมิสูงเกินจุดเกิดควันแล้ว จนอาจเกิดการเสื่อมสภาพ รวมถึงส่งผลให้อาหารมีรสชาติที่ผิดเพี้ยน มีรสขมได้ ควรรับประทานน้ำมันมะกอกในปริมาณที่พอเหมาะ เพราะน้ำมันมะกอกเป็นอาหารในกลุ่มไขมัน ให้พลังงานสูง เลือกชนิดของน้ำมันมะกอก ให้สอดคล้องกับวิธีการปรุงเสมอ โดยควรศึกษารายละเอียดที่ผู้ผลิตระบุไว้บนผลิตภัณฑ์ ควรเก็บน้ำมันมะกอกให้ห่างไกลจากแสงแดด และความร้อน เพื่อป้องกันน้ำมันเสื่อมคุณภาพก่อนเวลาอันควร และนี่ก็เป็น รวมเรื่องที่ควรรู้ก่อนกินน้ำมันมะกอก (Olive Oil) ที่เรารวบรวมมาฝากกัน มีรายละเอียดที่น่าสนใจไม่ใช่น้อย สำหรับบทความหน้าจะมีเรื่องไหนมาฝากกันอีก ติดตามกันไว้ได้เลย ภาพหน้าปก 1 ออกแบบโดย ChatGPT ภาพเนื้อหา 1 โดย ChatGPT / ภาพที่ 2-4 โดย ผู้เขียน หิวใช่ไหม อยากหาของกินอร่อย ๆ ใช่หรือเปล่า ส่องร้านเด็ดร้านดังได้ที่ App TrueID โหลดฟรี !