9 ทริคทำอาหารให้พอดี กินหมดทุกมื้อ ไม่ทิ้งกลายเป็นขยะอาหาร เขึยนโดย ภัคฒ์ชาลิสา จำปามูล หลายคนตั้งใจทำอาหารด้วยความรู้สึกว่า “เผื่อไว้ดีกว่า” แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นซ้ำๆ คืออาหารเหลือในหม้อ เหลือในตู้เย็น และสุดท้ายเหลือในถังขยะ ปัญหานี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่บ้านใดบ้านหนึ่งค่ะ แต่เป็นภาพสะท้อนของพฤติกรรมการกินในชีวิตประจำวัน ที่ถูกขับเคลื่อนด้วยความเคยชิน ความกลัวว่าจะไม่พอ และการไม่ทันได้คิดถึงปริมาณที่แท้จริงที่ร่างกายต้องการ อาหารจำนวนมากจึงถูกปรุงขึ้นมาโดยไม่มีใครตั้งใจจะกินให้หมดตั้งแต่แรก และค่อยๆ กลายเป็นขยะอาหารอย่างเงียบๆ โดยที่เราไม่ทันรู้ตัวว่าเริ่มตรงไหน แต่รู้หรือไม่คะว่า ปัญหาขยะอาหารจำนวนมากสามารถลดลงได้ตั้งแต่ก่อนเข้าครัว การวางแผน คิดปริมาณให้พอดี และปรับวิธีปรุงเพียงเล็กน้อย เพราะคือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้อาหารหนึ่งมื้อไม่จบลงในถังขยะ เมื่อเราเริ่มมองอาหารเป็นทรัพยากรที่มีต้นทุน และออกแบบการปรุงให้ยืดหยุ่น กินหมด และต่อยอดได้ ขยะอาหารจะลดลงอย่างเป็นรูปธรรมโดยไม่ต้องฝืนวิถีชีวิตค่ะ และในบทความนี้เราจะมาทำความเข้าใจว่า การปรุงอาหารอย่างมีสติในแต่ละขั้นตอน ที่สามารถเปลี่ยนมื้อธรรมดาให้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการลดขยะอาหารได้ต้องทำอย่างไร ตั้งแต่จานแรกจนถึงคำสุดท้าย และถ้าอยากรู้แล้วก็มาอ่านต่อกันเลยดีกว่าค่ะ ดังนี้ 1. วางแผนมื้ออาหารก่อนเข้าครัว การวางแผนมื้ออาหารก่อนเข้าครัว คือการคิดล่วงหน้าอย่างมีสติว่าเราจะกินอะไร กินกี่มื้อ และกินกันกี่คน ไม่ใช่แค่เรื่องความเป็นระเบียบค่ะ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการลดขยะอาหารอย่างแท้จริง เพราะเมื่อไม่วางแผน เรามักซื้อวัตถุดิบเกินจำเป็น ปรุงอาหารมากเกินกว่าที่กินได้จริง และปล่อยให้อาหารเหลือจนต้องทิ้งในที่สุด โดยขยะอาหารไม่ได้หมายถึงแค่อาหารที่อยู่ในถังขยะนะคะ แต่รวมถึงทรัพยากรที่สูญเปล่าไปแล้ว ทั้งน้ำ พลังงาน แรงงาน และเงินของเราเอง การวางแผนจึงเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยควบคุมการใช้ทรัพยากรตั้งแต่ต้นทาง ก่อนที่อาหารจะถูกปรุงขึ้นมาด้วยซ้ำค่ะ โดยสิ่งที่เราควรทำคือเริ่มจากคำถามง่ายๆ ก่อนเข้าครัวว่า “มื้อนี้กินกันกี่คน และกินแค่ไหนถึงจะพอดี” จากนั้นเลือกวัตถุดิบที่มีอยู่ก่อน วางลำดับการใช้ของใกล้หมดอายุ และกำหนดเมนูที่สามารถปรับหรือใช้ต่อได้หากมีเหลือ การปรุงให้น้อยกว่าที่คิดไว้เล็กน้อย แล้วเพิ่มเมื่อจำเป็น เป็นวิธีที่ลดการทิ้งได้ดีกว่าการเผื่อเกินเสมอ เมื่อเรามองการวางแผนมื้ออาหารเป็นส่วนหนึ่งของความรับผิดชอบ ไม่ใช่ความยุ่งยาก เราจะเริ่มเห็นว่าอาหารทุกจานมีคุณค่าเกินกว่าจะปล่อยให้กลายเป็นขยะโดยไม่จำเป็น และการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ก่อนเข้าครัว สามารถส่งผลใหญ่ต่อทั้งบ้านและสิ่งแวดล้อมได้จริงค่ะ 2. ปรุงตาม “จำนวนคนกินจริง” ไม่ใช่ความเคยชิน การปรุงอาหารตามจำนวนคนกินจริง คือ การหลุดออกจากกับดักความเคยชินที่ทำให้หลายบ้านมีอาหารเหลือซ้ำๆ โดยไม่รู้ตัว เพราะในบางครั้งเรามักทำกับข้าวในปริมาณเดิมทุกวัน ทั้งที่จำนวนคนกินเปลี่ยนไป ไลฟ์สไตล์เปลี่ยน หรือความต้องการอาหารลดลง ผลลัพธ์คืออาหารที่ตั้งใจทำด้วยวัตถุดิบสดใหม่กลับถูกทิ้ง เพราะกินไม่หมดในมื้อเดียว ความเคยชินนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กค่ะ เพราะคือหนึ่งในสาเหตุหลักของขยะอาหารระดับครัวเรือน ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างเงียบๆ โดยที่เราไม่ทันสังเกต และสิ่งที่เราควรทำคือเริ่มปรับมุมมองจากทำเท่าเดิมไว้ก่อน เป็นทำเท่าที่กินได้จริง อาจเริ่มจากการลดปริมาณลงเล็กน้อย ใช้การชั่ง ตวง หรือสูตรที่ระบุจำนวนเสิร์ฟให้ชัดเจน และสังเกตพฤติกรรมการกินของคนในบ้านอย่างตรงไปตรงมา การทำอาหารให้น้อยลงไม่ใช่ความขาดแคลน แต่คือการใช้ทรัพยากรอย่างพอดี เมื่อเรากล้าทบทวนความเคยชินเดิมๆ เราจะพบว่าการปรุงอาหารตามจำนวนคนกินจริง ไม่เพียงช่วยลดขยะอาหาร แต่ยังช่วยประหยัดเงิน เวลา และพลังงาน พร้อมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นกับอาหารทุกจานที่อยู่ตรงหน้าเราค่ะ 3. เริ่มปรุงน้อยก่อน แล้วค่อยเพิ่ม การเริ่มปรุงอาหารให้น้อยก่อน แล้วค่อยเพิ่มเมื่อจำเป็น คือแนวคิดเรียบง่ายที่ช่วยลดขยะอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพค่ะ เพราะปัญหาของอาหารเหลือส่วนใหญ่มักไม่ได้เกิดจากการทำไม่พอ แต่เกิดจากการทำเผื่อเกินความต้องการจริง ความคิดว่า “ทำไว้เยอะดีกว่าเดี๋ยวไม่พอ” ทำให้เราลงวัตถุดิบและเครื่องปรุงมากตั้งแต่แรก โดยไม่มีโอกาสประเมินว่าทุกคนอิ่มแค่ไหน ผลลัพธ์คืออาหารที่ตั้งใจทำกลับถูกกินไม่หมด และจบลงในถังขยะโดยไม่จำเป็น แต่สิ่งที่ควรทำคือปรับวิธีคิดจากการเผื่อเป็นการค่อยๆ เพิ่ม เริ่มจากปริมาณพื้นฐานที่มั่นใจว่ากินหมดแน่นอน แล้วสังเกตความอิ่มและความต้องการจริงของคนกิน หากไม่พอสามารถเติมหรือปรุงเพิ่มได้ทันที วิธีนี้ช่วยให้เราคุมปริมาณอาหารได้แม่นยำขึ้น ลดของเหลือ และยังเปิดโอกาสให้รสชาติอาหารสดใหม่ทุกครั้งที่เพิ่ม เมื่อการปรุงอาหารกลายเป็นกระบวนการที่ยืดหยุ่น ไม่ยึดติดกับความกลัวว่าจะไม่พอ เราจะลดการสูญเปล่าได้ตั้งแต่ในหม้อ ก่อนที่อาหารจะกลายเป็นขยะโดยไม่รู้ตัวค่ะ 4. ใช้วัตถุดิบใกล้หมดอายุก่อน การใช้วัตถุดิบใกล้หมดอายุก่อน คือหัวใจสำคัญของการจัดการอาหารอย่างมีสติในระดับครัวเรือนค่ะ เพราะขยะอาหารจำนวนมากไม่ได้เกิดจากการปรุงเหลือ แต่เกิดจากวัตถุดิบที่ถูกลืมไว้ในตู้เย็นจนเสียโดยไม่ได้ถูกใช้เลย การซื้อของใหม่ซ้ำๆ โดยไม่ตรวจสอบของที่มีอยู่ ทำให้วัตถุดิบค่อยๆ เสื่อมคุณภาพและกลายเป็นของเสียทั้งที่ยังสามารถนำมาปรุงอาหารได้ การจัดลำดับการใช้วัตถุดิบจึงเป็นการลดการสูญเปล่าตั้งแต่ต้นทาง ก่อนที่อาหารจะถูกแปรสภาพเป็นขยะ และสิ่งที่คุณผู้อ่านควรทำคือสร้างนิสัยตรวจสอบตู้เย็นและตู้กับข้าวก่อนเข้าครัวทุกครั้ง มองหาวัตถุดิบที่ใกล้หมดอายุ แล้วออกแบบเมนูให้สอดคล้องกับของที่มีอยู่ การวางของที่ต้องใช้เก่าไว้ด้านหน้า และของใหม่ไว้ด้านหลัง ก็มีช่วยเตือนให้หยิบใช้ก่อนโดยอัตโนมัติได้อีกค่ะ เพราะเมื่อเราหยุดคิดแบบ “ซื้อแล้วค่อยคิดเมนู” และเปลี่ยนเป็น “ดูของก่อนแล้วค่อยปรุง” อาหารจะไม่ถูกลืมง่ายๆ และการใช้วัตถุดิบใกล้หมดอายุก่อน จะกลายเป็นทักษะพื้นฐานที่ช่วยทั้งประหยัดเงิน ลดขยะอาหาร และเคารพคุณค่าของทรัพยากรอย่างแท้จริงนะคะทุกคน 5. ปรุงอาหารที่ “ต่อยอดได้” การปรุงอาหารที่ “ต่อยอดได้” คือการคิดไกลกว่าหนึ่งมื้อ ตั้งแต่ตอนเลือกเมนูและลงมือปรุง ถึงแม้ว่าอาหารบางอย่างอาจดูธรรมดาในมื้อแรก แต่สามารถแปรรูปหรือดัดแปลงเป็นมื้อถัดไปได้โดยไม่รู้สึกซ้ำซากนะคะ โดยแนวคิดนี้ช่วยลดโอกาสที่อาหารเหลือจะถูกมองว่าเป็นของเก่า ไม่น่ากิน และจบลงในถังขยะ การออกแบบอาหารให้ยืดหยุ่นจึงเป็นวิธีจัดการขยะอาหารที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวัน โดยไม่ต้องฝืนพฤติกรรมการกินของคนในบ้าน โดยสิ่งที่เราต้องหันมาลงมือทำ คือ การเลือกเมนูพื้นฐานที่ปรับเปลี่ยนได้ง่าย เช่น ผักต้มที่นำไปผัดหรือทำซุป ข้าวสวยที่ต่อยอดเป็นข้าวผัด หรือเนื้อสัตว์ที่สามารถเปลี่ยนวิธีปรุงในวันถัดไป การปรุงรสกลางๆ ตั้งแต่แรกจะช่วยให้ต่อยอดได้หลากหลายมากขึ้น เมื่ออาหารเหลือถูกมองว่าเป็นวัตถุดิบตั้งต้น ไม่ใช่ภาระ เราจะกล้าใช้ กล้าปรับ และไม่รีบทิ้ง การคิดเรื่อง “ต่อยอด” ตั้งแต่ก่อนเข้าครัว จึงเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้อาหารทุกจานถูกใช้จนคุ้มค่าและไม่กลายเป็นขยะโดยไม่จำเป็นค่ะ 6. ตักเสิร์ฟทีละน้อย การตักเสิร์ฟอาหารทีละน้อย เป็นพฤติกรรมเล็กๆ ที่ส่งผลใหญ่ต่อปัญหาขยะอาหารในระดับบุคคลได้ค่ะ จากที่เรามักตักอาหารใส่จานตามความเคยชินหรือความรู้สึกเสียดาย ทั้งที่ร่างกายอาจไม่ต้องการมากขนาดนั้น เมื่ออาหารอยู่ในจานแล้วแต่กินไม่หมด โอกาสที่จะถูกทิ้งมีสูงกว่าการเหลือในหม้อหรือถาดกลาง การตักมากเกินไปตั้งแต่แรกจึงเป็นจุดเริ่มต้นของอาหารเหลือที่หลีกเลี่ยงได้ยาก ดังนั้นให้เริ่มจากการตักในปริมาณที่มั่นใจว่ากินหมดแน่นอนค่ะ แล้วค่อยเติมหากยังไม่อิ่ม วิธีนี้ช่วยให้เราฟังสัญญาณความอิ่มของร่างกายได้ดีขึ้น และลดแรงกดดันที่ต้องฝืนกินให้หมดจาน การตักเสิร์ฟทีละน้อยไม่ใช่การกินน้อย แต่คือการกินอย่างรู้ตัว เมื่อเราคุมปริมาณในจานได้ อาหารจะไม่กลายเป็นของเสียโดยไม่จำเป็น และทุกมื้อจะจบลงด้วยความพอดีทั้งต่อร่างกายและสิ่งแวดล้อมนะคะ 7. ปรุงรสกลางๆ ก่อน การปรุงรสกลางๆ ก่อน คือวิธีลดขยะอาหารที่มักถูกมองข้ามและไม่ค่อยมีคนพูดถึง ทั้งที่มีผลโดยตรงต่อการกินหมดหรือกินเหลือค่ะ เนื่องจากอาหารที่ปรุงรสจัดเกินไปตั้งแต่แรก อาจไม่ถูกปากทุกคน โดยเฉพาะในบ้านที่มีหลายวัยหรือหลายรสนิยม เมื่อรสชาติไม่ถูกใจ อาหารในจานมักถูกกินไม่หมด และสุดท้ายก็ถูกทิ้งทั้งที่ยังดีอยู่ ปัญหานี้ไม่ได้เกิดจากคุณภาพวัตถุดิบค่ะ แต่เกิดจากการตัดสินใจเรื่องรสชาติที่ไม่เปิดโอกาสให้ปรับตามความต้องการจริง และสิ่งที่เราควรทำคือปรุงรสให้อ่อนหรือกลางไว้ก่อน แล้วเปิดพื้นที่ให้แต่ละคนปรุงเพิ่มเองตามความชอบ วิธีนี้ช่วยให้ทุกคนกินได้อย่างสบายใจ และเพิ่มโอกาสที่อาหารจะถูกกินจนหมด การปรุงรสกลางๆ ยังทำให้อาหารต่อยอดได้ง่ายในมื้อถัดไป เมื่อเราไม่ยึดติดกับรสจัดตั้งแต่ต้น อาหารจะยืดหยุ่นขึ้นทั้งในแง่การกินและการจัดการของเหลือ และช่วยลดการสูญเปล่าที่เกิดจากคำว่า “ไม่ถูกปาก” ได้อย่างเป็นรูปธรรมนะคะ 8. เก็บอาหารให้ถูกวิธีทันทีหลังมื้ออาหาร การเก็บอาหารให้ถูกวิธีทันทีหลังมื้ออาหาร คือขั้นตอนสำคัญที่เชื่อมระหว่าง “กินไม่หมด” กับ “ยังไม่ต้องทิ้ง” หากปล่อยอาหารเหลือทิ้งไว้ที่อุณหภูมิห้องนานเกินไป คุณภาพจะลดลงอย่างรวดเร็ว ทั้งรสชาติ กลิ่น และความปลอดภัยในการบริโภค จนสุดท้ายไม่กล้านำกลับมากิน ขยะอาหารจำนวนมากจึงเกิดจากความล่าช้าและการจัดการหลังมื้ออาหารที่ไม่เหมาะสม มากกว่าปริมาณอาหารที่เหลือจริงค่ะ สิ่งที่ควรทำคือรีบแยกอาหารที่เหลือใส่ภาชนะสะอาด ปิดฝาให้สนิท และเก็บเข้าตู้เย็นโดยเร็ว ควรแบ่งเป็นส่วนย่อยเพื่อให้อุ่นกินง่ายและไม่ต้องนำออกมาเปิดซ้ำหลายครั้ง การติดป้ายหรือจำแนกตำแหน่งในตู้เย็นช่วยให้ไม่ถูกลืม เมื่ออาหารถูกเก็บอย่างถูกวิธีตั้งแต่แรก โอกาสที่จะถูกนำกลับมากินจะสูงขึ้น และอาหารที่เหลือจะไม่กลายเป็นขยะเพียงเพราะจัดการช้าเกินไป 9. มองอาหารทุกจานว่าใช้ทรัพยากรไปแล้ว การมองอาหารทุกจานว่าใช้ทรัพยากรไปแล้ว คือการเปลี่ยนกรอบความคิดจาก “อาหารคือของที่หาทดแทนได้” เป็น “อาหารคือผลลัพธ์ของทรัพยากรจำนวนมาก” ลองนึกภาพตามค่ะว่า อาหารหนึ่งจานไม่ได้มีแค่วัตถุดิบในครัว แต่รวมถึงน้ำ พลังงาน แรงงาน เกษตรกร การขนส่ง และเวลา เมื่อเรามองไม่เห็นกระบวนการเหล่านี้ อาหารที่กินไม่หมดจึงถูกทิ้งได้ง่ายโดยไม่รู้สึกอะไร การขยะอาหารจึงไม่ใช่แค่เรื่องปริมาณที่เหลือ แต่เป็นเรื่องคุณค่าที่เรามองข้ามไป และสิ่งที่ควรทำคือฝึกมองอาหารด้วยความรับผิดชอบมากขึ้น ตั้งแต่ก่อนปรุง ระหว่างกิน และหลังมื้ออาหาร การตักให้พอดี ปรุงเท่าที่จำเป็น และจัดการของเหลืออย่างเหมาะสม ล้วนเริ่มจากความเข้าใจว่าอาหารทุกจานมีต้นทุนที่เกิดขึ้นแล้ว เมื่อเราตระหนักถึงทรัพยากรที่ถูกใช้ไป การกินจนหมดจะไม่ใช่การฝืน แต่เป็นการเคารพทั้งอาหารและระบบที่อยู่เบื้องหลัง และช่วยลดขยะอาหารได้อย่างยั่งยืนในชีวิตประจำวันค่ะ ที่โดยสรุปแล้วในภาพรวมของการปรุงอาหารให้พอดี กินจนหมด และไม่เหลือทิ้งเป็นขยะอาหารนั้น เราควรเริ่มต้นจากความคิดก่อนลงมือค่ะ เพราะเราต้องคิดให้ไกลกว่าการมีทักษะการทำอาหาร เพราะอาหารหนึ่งมื้อไม่ได้จบแค่ตอนวางบนโต๊ะนะคะ แต่เริ่มตั้งแต่การวางแผน เลือกวัตถุดิบ กำหนดปริมาณ ไปจนถึงการจัดการหลังมื้ออาหาร ซึ่งทุกขั้นตอนล้วนเชื่อมโยงกัน หากขาดความตั้งใจตั้งแต่ต้น อาหารที่ตั้งใจทำก็มีโอกาสสูงที่จะกลายเป็นของเหลือโดยไม่จำเป็น ซึ่งแก่นของเรื่องนี้จึงไม่ใช่การประหยัดแบบฝืนใจ แต่คือการใช้ทรัพยากรอย่างพอดีและมีความรับผิดชอบ ตั้งแต่ก่อนเข้าครัวจนถึงคำสุดท้ายในจานค่ะทุกคน พอจะมองภาพออกกันแล้วใช่ไหมคะ? ในสถานการณ์จริงแนวคิดเหล่านี้สามารถนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวันค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการปรุงตามจำนวนคนกินจริง เริ่มทำน้อยก่อนแล้วค่อยเพิ่ม ใช้วัตถุดิบใกล้หมดอายุก่อน หรือเลือกเมนูที่ต่อยอดได้ การตักเสิร์ฟทีละน้อย ปรุงรสกลางๆ และเก็บอาหารให้ถูกวิธี ซึ่งล้วนเป็นเครื่องมือที่ช่วยลดโอกาสการเกิดขยะอาหารโดยไม่ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอย่างสุดโต่ง เมื่อทุกขั้นตอนถูกออกแบบให้ยืดหยุ่นและสอดคล้องกับชีวิตจริง การกินหมดจะไม่ใช่เรื่องยาก แต่กลายเป็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติค่ะ และสิ่งที่เราต้องลงมือทำจริงๆ เลย คือ การหยุดทำอาหารด้วยความเคยชิน และเริ่มตั้งคำถามกับทุกมื้ออย่างตรงไปตรงมาว่า “เท่านี้พอดีหรือยัง” การเปลี่ยนแปลงอาจเริ่มจากจุดเล็กที่สุด เช่น ลดปริมาณลงเล็กน้อย ตรวจสอบตู้เย็นก่อนซื้อของ หรือเก็บอาหารให้เร็วขึ้นหลังมื้ออาหาร เมื่อเรามองอาหารทุกจานว่าใช้ทรัพยากรไปแล้ว การกินให้หมดจะไม่ใช่หน้าที่ แต่เป็นความรับผิดชอบที่เรายอมรับได้ด้วยตัวเอง และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการลดขยะอาหารอย่างยั่งยืนในระดับครัวเรือนและสังคมโดยรวมค่ะ ซึ่งในส่วนของผู้เขียนนั้นประเด็นนี้ต้องขอเล่าจากประสบการณ์ตรงเลยค่ะ ที่ครั้งหนึ่งผู้เขียนเคยไปทานข้าวเที่ยงกับอาจารย์ที่ปรึกษาร่วม โดยในตอนนั้นก็มีผักสดคือกะหล่ำปลี แต่ด้วยความที่เราสองคนกินไม่หมดแล้วผู้เขียนถามอาจารย์ว่าจะเก็บไว้ไหม คือตอนนั้นไม่รู้ว่าอาจารย์จะเก็บกลับไปบ้านหรือแช่ไว้ได้ที่ตู้เย็นที่ที่อาจารย์ยังทำงานอยู่ โดยคำพูดที่ผู้เขียนยังจำได้คือ อาจารย์พูดว่า “หนูรู้ไหมว่ากว่าผักต้นหนึ่งจะมาเป็นผักให้เรากินได้นั้น เขาต้องสังเคราะห์แสงกี่วัน ใช้น้ำใช้ธาตุอาหารไปเยอะมากเพื่อการเจริญเติบโต........ยาวเป็นบทเลยค่ะ ” ที่สรุปก็คือเก็บไว้กินเพราะยังมีคุณค่าและเราควรมองให้เห็นคุณค่าตรงนี้ เพราะสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัวเราสามารถส่งผลต่อสุขอนามัยของเราได้ และขยะจากอาหารในปัจจุบันคือจุดหนึ่งที่นำซึ่งปัญหาหลายอย่างในสิ่วแวดล้อม ทำให้ในปี 2026 นี้ แนวคิดเรื่องการลดขยะอาหารไม่ใช่แค่กระแสนะคะ แต่เป็นจุดร่วมที่โลกกำลังขยับไปในทิศทางเดียวกันอย่างชัดเจน และถูกยกขึ้นมาเป็นประเด็นระดับโลก เพราะเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงพร้อมกันทั้งเรื่อง สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งอาหารที่ถูกทิ้งไม่ได้หมายถึงแค่ของเหลือในจาน แต่คือทรัพยากรที่สูญเปล่าไปแล้วตั้งแต่น้ำ พลังงาน พื้นที่เพาะปลูก ไปจนถึงแรงงานมนุษย์ค่ะ โดยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หลายประเทศ องค์กร และภาคธุรกิจ เริ่มขยับจากการ “จัดการปลายทาง” มาโฟกัสที่ “การลดตั้งแต่ต้นทาง” โดยเฉพาะระดับครัวเรือนและพฤติกรรมการกินของคนทั่วไปนะคะ จึงอยากเชิญชวนคนไทยให้หันมาใช้ชีวิตอย่างพอดี มีเหตุผล และรับผิดชอบต่อโลกในแบบที่ทำได้จริง ตั้งแต่การวางแผนมื้ออาหาร ปรุงให้พอดี ไปจนถึงการมองคุณค่าอาหารในทุกจาน ซึ่งแนวคิดนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ใช่ภาระของใครคนใดคนหนึ่งค่ะ แต่เป็นจุดร่วมที่โลกกำลังชวนให้ทุกคน “เริ่มจากมื้อของตัวเอง” อย่างจริงจังและยั่งยืนนะคะ #ลดขยะอาหาร #เคล็ดลับทำอาหาร #วิธีลดขยะ #วิธีทำอาหาร #วางแผนทำอาหาร เครดิตรูปภาพประกอบบทความ รูปภาพทำหน้าปก จาก Kaboompics และออกแบบหน้าปกโดยผู้เขียน ใน Canva รูปภาพประกอบเนื้อหา ถ่ายภาพโดยผู้เขียน เกี่ยวกับผู้เขียน ภัคฒ์ชาลิสา จำปามูล จบการศึกษา: พยาบาลศาสตรบัณฑิต จากวิทยาลัยพยาบาลศรีมหาสารคาม กระทรวงสาธารณสุข และสาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต (อนามัยสิ่งแวดล้อม) จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น มีความสนใจและประสบการณ์เกี่ยวกับ: สุขภาพ จิตวิทยาเชิงบวก การบำบัดน้ำเสียและกำจัดสิ่งปฏิกูล 9 เมนูอาหารไทย ที่ไม่ควรเก็บเกิน 1 วัน เพราะเสียง่ายกว่ามาก! 9 ทริคเก็บบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ให้คงรสชาตินาน ไม่เสื่อมคุณภาพ 7 ตัวอย่างใบไม้สามารถห่ออาหารได้ ย่อยสลายง่าย ลดการเกิดขยะ หิวใช่ไหม อยากหาของกินอร่อย ๆ ใช่หรือเปล่า ส่องร้านเด็ดร้านดังได้ที่ App TrueID โหลดฟรี !