"แก้วมังกร" ถือเป็นผลไม้ยอดฮิตที่สายสุขภาพรวมถึงคนที่กำลังควบคุมน้ำหนักนึกถึงเป็นอันดับแรก ๆ สมาชิกในบ้านเราก็ชอบกันมาก ๆ ซื้อติดตู้เย็นไว้ก็จะหมดอย่างรวดเร็ว นอกจากจะหาซื้อง่าย มีให้กินกันเกือบตลอดทั้งปีแล้ว ยังอิ่มสบายท้อง แถมแคลอรีต่ำแบบสุด ๆ อย่างที่รู้ ๆ กันคือแก้วมังกรนั้นมี 2 สีด้วยกัน คือสีขาวและสีแดง ซึ่งเวลาไปซื้อทีไรเป็นต้องได้ลุ้นทุกทีว่าจะได้สีอะไรกลับมา เพราะเปลือกภายนอกสีชมพูสดนั้นดูคล้ายกันจนแทบแยกไม่ออก หากแม่ค้าไม่บอก หรือไม่มีป้ายเขียนติดไว้ ก็ต้องรอผ่าออกมาให้เห็นนั่นแหละถึงจะรู้ วันนี้เลยพามาดูกันชัด ๆ ไปเลยว่า "แก้วมังกรสีขาว vs สีแดง ต่างกันยังไง เลือกแบบไหนดี" คราวหน้าไปเดินตลาดจะได้เลือกซื้อกลับบ้านมากินได้อร่อยถูกใจทุกคน แก้วมังกรเนื้อสีขาว "แก้วมังกรเนื้อสีขาว" สายพันธุ์ยอดนิยมที่คุ้นเคยกันดี เอกลักษณ์เด่นของเนื้อสีขาวคือรสชาติที่ออกหวานอมเปรี้ยวนิด ๆ ให้ความรู้สึกฉ่ำน้ำ สดชื่น ไม่หวานจัดจนเลี่ยน ด้านเนื้อสัมผัสจะมีความกรอบ เด้ง และมีเมล็ดสีดำกระจายตัวอยู่ทั่วเนื้อ ช่วยเพิ่มความกรุบกรอบเวลาเคี้ยว แก้วมังกรเนื้อสีขาวจึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่ไม่ชอบกินผลไม้รสหวานจัด หรือคนที่ชอบนำผลไม้ไปหั่นใส่ในสลัด เพราะความเปรี้ยวอ่อน ๆ จะช่วยชูรสชาติของจานอาหารให้กลมกล่อมยิ่งขึ้น แก้วมังกรเนื้อสีแดง "แก้วมังกรเนื้อสีแดง" กำลังได้รับความนิยมอย่างมาก จุดเด่นแรกที่สัมผัสได้คือความหวานฉ่ำที่มากกว่าเนื้อสีขาวอย่างเห็นได้ชัด แทบไม่มีรสเปรี้ยวแทรกเข้ามา ให้ความรู้สึกหวานละมุน นุ่มลิ้น และเนื้อสัมผัสจะมีความเนียนนุ่มมากกว่า ไม่ได้กรอบเด้งเท่าเนื้อสีขาว นอกจากนี้ สีแดงสดใสอันเป็นเอกลักษณ์ยังช่วยเพิ่มความน่ากิน และยังมีประโยชน์ต่อร่างกาย ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดี เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่ชอบกินผลไม้รสหวาน นำไปทำสลัดผลไม้ ทำน้ำปั่น สมูทตี้ หรือแช่เย็นเจี๊ยบไว้กินแก้ร้อน สำหรับคำถามที่ว่า หากมองจากเปลือกภายนอกเพียงอย่างเดียวจะรู้ได้อย่างไรว่าลูกไหนคือเนื้อสีขาวหรือเนื้อสีแดง ต้องยอมรับว่าการมองด้วยตาเปล่าทำได้ยากมาก เพราะเปลือกสีชมพูเข้มและจุกสีเขียวดูคล้ายกันทั้งหมด แต่โดยปกติแล้วทางสวนผู้ปลูกจะคัดแยกสายพันธุ์มาตั้งแต่ต้นทางและแจ้งให้แม่ค้าทราบ ดังนั้นวิธีที่ง่ายและชัวร์ที่สุดคือการสังเกตจากป้ายชื่อที่ร้านค้าปักไว้ หรือสอบถามคนขายโดยตรง ส่วนเรื่องราคาก็มักจะต่างกันเล็กน้อย โดยแก้วมังกรเนื้อสีขาวจะมีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 30–50 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนแก้วมังกรเนื้อสีแดงราคาจะสูงกว่าเล็กน้อย อยู่ที่ประมาณ 60–90 บาทต่อกิโลกรัม ปิดท้ายด้วยทริคการเลือกซื้อแก้วมังกรให้ได้ผลที่สุกกำลังดี ไม่ว่าจะเนื้อสีไหนก็ตาม แนะนำให้เลือกลูกที่มีเปลือกสีแดงหรือชมพูเข้มสม่ำเสมอกันทั้งผล และทดลองใช้มือกดที่เปลือกเบา ๆ ผลที่พร้อมกินจะมีความยืดหยุ่น นุ่มมือเล็กน้อย ไม่แข็งกระด้างและไม่เละจนเกินไป ส่วนใครที่ชอบเนื้อกรอบสดใหม่ ให้สังเกตตรงกลีบเลี้ยงที่เป็นส่วนจุกรอบผลที่ยังเป็นสีเขียวสดอยู่ แต่หากชอบเนื้อหวานฉ่ำเต็มที่ ให้เลือกผลที่ปลายกลีบเลี้ยงตรงจุกเริ่มเปลี่ยนเป็นสีชมพูเข้มหรือเริ่มแห้งเล็กน้อย เพียงเท่านี้ก็จะได้แก้วมังกรที่อร่อยถูกใจกลับบ้านแน่นอน Q1: แก้วมังกรเป็นผลไม้หรือพืชตระกูลไหน? A1: เห็นผลไม้ฉ่ำน้ำแบบนี้ จริง ๆ แล้วแก้วมังกรเป็นพืชตระกูลกระบองเพชร ลำต้นเป็นเหลี่ยม ๆ มีหนาม และทนความแล้งได้ดีมาก ๆ Q2: เปลือกแก้วมังกรกินได้ไหม? A2: กินได้ แต่ต้องล้างให้สะอาดมากๆ ตัดส่วนเกล็ดแข็ง ๆ ออก นำไปชุบแป้งทอด ทำยำ หรือผัดไข่ได้ ให้สัมผัสกรุบ ๆ และมีไฟเบอร์สูงมากด้วย Q3: ซื้อแก้วมังกรมาแล้ว เก็บได้นานแค่ไหน? A.: ถ้าวางไว้ข้างนอกที่อุณหภูมิห้องจะอยู่ได้ประมาณ 2–3 วัน แต่ถ้า แช่ตู้เย็นโดยไม่ต้องผ่า จะเก็บได้นานถึง 1–2 สัปดาห์ ภาพประกอบโดย ฉันท์ชมา ผู้เขียน หิวใช่ไหม อยากหาของกินอร่อย ๆ ใช่หรือเปล่า ส่องร้านเด็ดร้านดังได้ที่ App TrueID โหลดฟรี !