9 เทคนิคใช้เก็บของสด ลดโอกาสอาหารเน่าเสีย ช่วงอากาศร้อนขึ้น เขียนโดย ภัคฒ์ชาลิสา จำปามูล หลายคนเคยเปิดตู้เย็นแล้วพบว่าอาหารสดที่เพิ่งซื้อมาไม่นานกลับเริ่มมีกลิ่น สีเปลี่ยน หรือผักเหี่ยวเฉาเร็วกว่าที่ควรจะเป็น ทั้งที่เก็บไว้ในตู้เย็นตลอดเวลา ปัญหานี้มักถูกมองว่าเป็นเรื่องอากาศร้อน หรือคุณภาพอาหารจากแหล่งซื้อ แต่ในความเป็นจริงแล้วสิ่งที่เกิดขึ้นยังสะท้อนถึงวิธีจัดการอาหารในบ้านที่ยังขาดระบบค่ะ ก็ตั้งแต่การล้าง การจัดเก็บ ไปจนถึงการวางตำแหน่งในตู้เย็น และเมื่ออาหารเริ่มเสียเร็ว การทิ้งจึงกลายเป็นเรื่องปกติที่หลายบ้านคุ้นชิน ทั้งที่ต้นเหตุไม่ได้อยู่ที่อาหารเสมอไป แต่อยู่ที่กระบวนการก่อนจะถึงจุดนั้นค่ะ และความจริงอีกอย่างที่ต้องรู้คือ ตู้เย็นจะช่วยถนอมอาหารได้ ก็ต่อเมื่อเราใช้ตู้เย็นอย่างเข้าใจ เพราะความเย็นเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาเรื่องอาหารเน่าเสียได้ หากยังมีความชื้นสะสม การปนเปื้อนข้าม การจัดอุณหภูมิที่ไม่เหมาะสม หรือการอัดอาหารแน่นเกินไปนะคะ ดังนั้นในบทความนี้เราจะมาทำความเข้าใจแก่นแท้ของการเก็บอาหารสดอย่างถูกวิธีค่ะ โดยคุณผู้อ่านจะได้รู้ตั้งแต่การแยกประเภท การลดความชื้น การเลือกภาชนะ ไปจนถึงการดูแลตู้เย็นให้สะอาดและพร้อมใช้งาน เพราะเมื่อจัดการต้นทางได้ถูกต้อง ปัญหาอาหารเสียเร็วจะค่อยๆ ลดน้อยลงค่ะ และตู้เย็นจะกลับมาทำหน้าที่เป็นเครื่องถนอมอาหารได้อย่างแท้จริง และต่อไปนี้คือสิ่งที่จำเป็นต้องรู้นะคะ 1. ลดความชื้นก่อนนำเข้าตู้เย็น การลดความชื้นก่อนนำอาหารเข้าตู้เย็น คือหนึ่งในพื้นฐานสำคัญของการเก็บรักษาอาหารสดที่หลายคนมองข้าม ทั้งที่ความชื้นเป็นปัจจัยหลักที่เร่งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ โดยเฉพาะในช่วงอากาศร้อน เนื่องจากอาหารสดที่เปียกน้ำหรือมีหยดน้ำเกาะ เมื่อถูกนำเข้าแช่เย็น จะสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะต่อการเน่าเสียมากกว่าการถนอมอาหาร ความเย็นเพียงอย่างเดียวจึงไม่สามารถชะลอการเสื่อมคุณภาพได้ หากยังมีความชื้นส่วนเกินตกค้างอยู่ ผลลัพธ์ที่ตามมาก็คือผักเหี่ยวเร็ว เนื้อสัตว์มีกลิ่นก่อนเวลา และอายุการเก็บสั้นลงอย่างเห็นได้ชัดค่ะ โดยสิ่งที่เราควรทำก็คือการจัดการความชื้นตั้งแต่ต้นทาง โดยหลังล้างผักหรืออาหารสดแล้ว ควรสะเด็ดน้ำให้แห้งหรือซับด้วยกระดาษก่อนจัดเก็บเสมอ จากนั้นเลือกใช้ภาชนะที่เหมาะสม เพื่อควบคุมความชื้นไม่ให้สะสมเกินจำเป็น เพราะการใส่อาหารเปียกเข้าตู้เย็นโดยตรงอาจดูประหยัดเวลา แต่กลับเพิ่มโอกาสเกิดขยะอาหารโดยไม่รู้ตัว และหากมองในภาพรวมแล้วการลดความชื้น คือ การยืดอายุอาหารอย่างตรงจุดค่ะ เพราะช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย ลดการสูญเสียทรัพยากร และทำให้ตู้เย็นเป็นพื้นที่ถนอมอาหารอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่ที่พักของของสดก่อนเน่าเสียนะคะ 2. ทำความสะอาดตู้เย็นเป็นประจำ รู้ไหมคะว่า การทำความสะอาดตู้เย็นเป็นประจำ คือหัวใจของการเก็บรักษาอาหารสดอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพค่ะ เพราะตู้เย็นไม่ใช่พื้นที่ปลอดจุลินทรีย์อย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่เศษอาหาร น้ำจากวัตถุดิบสด และคราบที่มองไม่เห็น ล้วนเป็นแหล่งสะสมของจุลินทรีย์ได้ง่าย โดยเฉพาะในช่วงอากาศร้อน หากปล่อยให้คราบสกปรกตกค้าง ความเย็นจะไม่ช่วยยืดอายุอาหารค่ะ แต่กลับกลายเป็นตัวชะลอการเน่าเสียเพียงชั่วคราวเท่านั้น ซึ่งผลที่ตามมาก็คืออาหารเสียเร็ว มีกลิ่นปนเปื้อน และเสี่ยงต่อความปลอดภัยด้านสุขภาพโดยไม่รู้ตัว และสิ่งที่เราควรทำคือกำหนดการทำความสะอาดตู้เย็นอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยเดือนละครั้ง หรือทันทีเมื่อมีอาหารหกเลอะภายใน ควรนำอาหารออกมาตรวจสอบสภาพ เช็ดชั้นวางและขอบตู้ให้แห้งสะอาด เพื่อลดการสะสมของจุลินทรีย์และกลิ่นไม่พึงประสงค์ เพราะการดูแลตู้เย็นไม่ใช่แค่เรื่องความสะอาด แต่เป็นการจัดการระบบอาหารในบ้านให้ปลอดภัยตั้งแต่ต้นทาง เมื่อพื้นที่เก็บสะอาด อาหารก็จะคงคุณภาพได้นานขึ้น ลดการทิ้งโดยไม่จำเป็น และช่วยให้ตู้เย็นทำหน้าที่เป็นเครื่องถนอมอาหารได้อย่างแท้จริงค่ะ 3. ใช้ภาชนะปิดสนิท แทนการใส่ถุงหลวมๆ หลายคนยังมองไม่ออกว่า การใช้ภาชนะปิดสนิทแทนการใส่ถุงหลวมๆ เป็นอีกหนึ่งหลักสำคัญของการเก็บอาหารสดให้คงคุณภาพได้นานขึ้น โดยเฉพาะในช่วงอากาศร้อนค่ะ เนื่องจากอากาศและความชื้นคือศัตรูตัวหลักของอาหารสด การใส่อาหารในถุงที่ปิดไม่สนิททำให้อาหารสัมผัสอากาศตลอดเวลา ส่งผลให้เกิดการทำปฏิกิริยากับอากาศ กลิ่นปะปน และการเติบโตของจุลินทรีย์ได้ง่าย แม้จะอยู่ในตู้เย็น แต่อาหารก็ยังเสื่อมสภาพเร็วขึ้นโดยไม่รู้ตัว เพราะภาชนะที่ปิดสนิททำหน้าที่เหมือนเกราะป้องกัน ช่วยควบคุมสภาพแวดล้อมรอบอาหารให้เสถียรมากขึ้นนะคะ โดยให้เลือกภาชนะที่เหมาะกับชนิดอาหาร ทั้งขนาดที่พอดีและฝาที่ปิดแน่น เพื่อจำกัดปริมาณอากาศภายในให้น้อยที่สุด นอกจากช่วยยืดอายุอาหารแล้ว ยังช่วยลดกลิ่นรบกวนในตู้เย็นได้ และลดความเสี่ยงการปนเปื้อนข้ามระหว่างอาหารดิบกับอาหารอื่น หากมองในภาพรวมการเปลี่ยนจากถุงหลวมๆ มาเป็นภาชนะปิดสนิทคือการปรับพฤติกรรมเล็กๆ ที่ให้ผลชัดเจน ทั้งด้านความปลอดภัย คุณภาพอาหาร และการลดขยะอาหารในครัวเรือนค่ะ 4. จัดอุณหภูมิตู้เย็นให้เหมาะสม การจัดอุณหภูมิตู้เย็นให้เหมาะสม คือพื้นฐานของการถนอมอาหารที่หลายบ้านมองข้าม ทั้งที่อุณหภูมิเป็นปัจจัยชี้ขาดต่ออายุและความปลอดภัยของอาหารสดค่ะ ลองนึกภาพดูนะคะ หากตู้เย็นเย็นไม่พอ จุลินทรีย์จะยังสามารถเจริญเติบโตได้ โดยเฉพาะในช่วงอากาศร้อนที่อุณหภูมิรอบตัวสูงขึ้น เพราะความเย็นที่ไม่สม่ำเสมอหรือสูงเกินมาตรฐาน ทำให้อาหารดูเหมือนยังเก็บได้ แต่ในความเป็นจริงคือคุณภาพกลับลดลงอย่างเงียบๆ ที่ส่งผลให้เนื้อสัตว์มีกลิ่นเร็ว ผักเหี่ยวไว และอาหารเสียก่อนเวลาที่ควรจะเป็นค่ะ และสิ่งที่ควรทำคือให้ปรับตู้เย็นให้อยู่ในช่วงอุณหภูมิที่เหมาะสม โดยช่องแช่เย็นควรอยู่ราว 1–4 องศาเซลเซียส และช่องแช่แข็งต่ำกว่า -18 องศาเซลเซียส พร้อมทั้งหมั่นตรวจสอบการทำงานของตู้เย็นอย่างสม่ำเสมอ ควบคู่กับการจัดวางอาหารให้ความเย็นกระจายได้ทั่วถึง เพราะการควบคุมอุณหภูมิไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิค แต่คือการดูแลระบบอาหารในบ้านให้ปลอดภัย ลดการสูญเสีย และทำให้ตู้เย็นทำหน้าที่เป็นเครื่องถนอมอาหารอย่างมีประสิทธิภาพจริงๆ ค่ะ 5. ไม่อัดแน่นตู้เย็นจนเกินไป คุณผู้อ่านรู้ไหมคะว่า การไม่อัดแน่นตู้เย็นจนเกินไป เป็นหลักการสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพอาหารสดและประสิทธิภาพของตู้เย็นเองค่ะ เพราะตู้เย็นทำงานได้ดีเมื่อความเย็นสามารถไหลเวียนได้อย่างทั่วถึง หากใส่อาหารแน่นเกินไป ลมเย็นจะกระจายไม่สม่ำเสมอ ทำให้อาหารบางจุดเย็นไม่พอ แม้อยู่ในตู้เย็นแต่กลับเสื่อมสภาพเร็ว โดยเฉพาะในช่วงอากาศร้อนที่ตู้เย็นต้องทำงานหนักขึ้น ความแออัดภายในจึงกลายเป็นปัจจัยเร่งการเน่าเสียโดยที่หลายคนไม่ทันสังเกตนะคะ ดังนั้นให้จัดวางอาหารให้มีช่องว่างพอสำหรับการไหลเวียนของอากาศ หลีกเลี่ยงการยัดอาหารจนเต็มทุกชั้น และหมั่นคัดของที่ไม่จำเป็นออกเป็นระยะ การเว้นพื้นที่เล็กน้อยช่วยให้ตู้เย็นรักษาอุณหภูมิได้เสถียรขึ้น อาหารคงคุณภาพได้นานกว่า และยังช่วยประหยัดพลังงานในระยะยาว การจัดตู้เย็นให้โล่งและเป็นระบบจึงไม่ใช่เรื่องความเป็นระเบียบเท่านั้น แต่เป็นการลดขยะอาหารและดูแลทรัพยากรในครัวเรือนอย่างมีสติค่ะ 6. แยกของสดก่อนเก็บทุกครั้ง การแยกของสดก่อนเก็บทุกครั้ง คือหลักพื้นฐานของความปลอดภัยด้านอาหารที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะในช่วงอากาศร้อนที่จุลินทรีย์เติบโตได้เร็ว เนื้อสัตว์ อาหารทะเล ผัก และผลไม้ มีแหล่งปนเปื้อนและอัตราการเสื่อมคุณภาพต่างกันค่ะ หากเก็บรวมกันโดยไม่แยกประเภท น้ำคาวจากเนื้อดิบหรือจุลินทรีย์อาจแพร่กระจายไปสู่อาหารชนิดอื่นได้ง่าย แม้จะอยู่ในตู้เย็นก็ตาม เพราะความเย็นไม่สามารถหยุดการปนเปื้อนข้ามได้ หากการจัดเก็บตั้งต้นไม่ถูกต้อง ซึ่งสิ่งที่ควรทำคือการจัดหมวดหมู่อาหารสดให้ชัดเจน แยกเนื้อดิบและอาหารทะเลไว้ในภาชนะปิดสนิท และเก็บในชั้นล่างของตู้เย็น ขณะที่ผักและผลไม้ควรอยู่ในช่องเฉพาะอีกช่อง การแยกเก็บไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงด้านสุขภาพ แต่ยังช่วยยืดอายุอาหารและรักษาคุณภาพรสชาติได้ดีขึ้น โดยภาพรวมการจัดการอาหารตั้งแต่ต้นทางที่ช่วยลดการสูญเสียโดยไม่จำเป็น และทำให้ตู้เย็นเป็นพื้นที่เก็บอาหารที่ปลอดภัยอย่างแท้จริงค่ะ 7. แบ่งอาหารเป็นส่วนเล็กก่อนแช่ การแบ่งอาหารเป็นส่วนเล็กก่อนแช่ คือเทคนิคสำคัญที่ช่วยยืดอายุอาหารสดและรักษาคุณภาพได้ดีกว่าการแช่ทั้งก้อนค่ะ โดยเฉพาะในช่วงอากาศร้อน เพราะอาหารที่ถูกนำออกมาละลายน้ำแข็งแล้วแช่กลับซ้ำๆ จะเสื่อมสภาพเร็วขึ้นและเสี่ยงต่อการปนเปื้อนของจุลินทรีย์ ทำให้การแช่อาหารในปริมาณใหญ่เกินไปจึงอาจดูสะดวกในตอนซื้อ แต่กลับเพิ่มความเสี่ยงในระยะยาว ทั้งด้านความปลอดภัยและคุณค่าทางโภชนาการค่ะ ซึ่งการแบ่งอาหารตามปริมาณที่ใช้จริงในแต่ละครั้ง แล้วบรรจุในภาชนะหรือถุงที่ปิดสนิทก่อนนำไปแช่ วิธีนี้ช่วยให้หยิบใช้ได้พอดี ไม่ต้องละลายทั้งก้อน และลดการสัมผัสอากาศโดยไม่จำเป็น เมื่อเรามองในภาพรวมออก เราจะพบว่าการแบ่งอาหารก่อนแช่คือการวางแผนการใช้ทรัพยากรอย่างมีสติ ช่วยลดอาหารเสีย ลดขยะอาหาร และทำให้การจัดการอาหารในครัวเรือนมีประสิทธิภาพมากขึ้นได้ 8. เก็บผักผลไม้ให้เหมาะกับชนิด การเก็บผักผลไม้ให้เหมาะกับชนิด เป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดอายุและคุณภาพของอาหารสดโดยตรงค่ะ เพราะผักและผลไม้แต่ละชนิดมีความต้องการอุณหภูมิและสภาพแวดล้อมต่างกันไป บางชนิดทนความเย็นไม่ได้ ขณะที่บางชนิดเสื่อมคุณภาพเร็วหากอยู่นอกตู้เย็น อีกทั้งผลไม้บางประเภทปล่อยก๊าซเอทิลีนซึ่งเร่งกระบวนการสุกและการเน่าเสียได้ หากเก็บรวมกันโดยไม่เข้าใจธรรมชาติของอาหาร อาจทำให้ผักผลไม้ดูเสียทั้งที่ยังไม่ได้หมดอายุการใช้งานจริงนะคะ ดังนั้นสิ่งที่เราควรทำจริงๆ คือเรียนรู้ลักษณะพื้นฐานของผักผลไม้ที่ใช้เป็นประจำ แยกชนิดที่ควรแช่เย็นออกจากชนิดที่ควรเก็บในอุณหภูมิห้อง และหลีกเลี่ยงการเก็บผลไม้ที่ปล่อยเอทิลีนร่วมกับผักที่บอบบาง ซึ่งการจัดเก็บให้เหมาะกับชนิดไม่เพียงช่วยยืดอายุอาหารค่ะ แต่ยังรักษารสชาติและคุณค่าทางโภชนาการได้ดีกว่า โดยเทคนิคนี้คือการลดการสูญเสียอาหารตั้งแต่ระดับครัวเรือน ด้วยความเข้าใจธรรมชาติของอาหารอย่างแท้จริงนะคะ 9. ตรวจสอบวันหมดอายุและสภาพอาหารสม่ำเสมอ การตรวจสอบวันหมดอายุและสภาพอาหารอย่างสม่ำเสมอ คือกลไกสำคัญของความปลอดภัยด้านอาหารที่ไม่ควรถูกละเลยค่ะ โดยเฉพาะในช่วงอากาศร้อนที่อาหารเสื่อมคุณภาพเร็วกว่าเดิม เพราะวันหมดอายุเป็นเพียงตัวชี้วัดหนึ่งเท่านั้น แต่ไม่สามารถสะท้อนสภาพจริงของอาหารทั้งหมดได้ หากอาหารถูกเก็บในอุณหภูมิหรือสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม ก็อาจเสียก่อนถึงวันที่ระบุไว้ การพึ่งพาวันหมดอายุเพียงอย่างเดียวจึงอาจทำให้เกิดความเสี่ยงโดยไม่รู้ตัวนะคะ ดังนั้นสิ่งที่เราควรทำคือการหมั่นตรวจดูอาหารในตู้เย็นเป็นประจำ ทั้งกลิ่น สี และเนื้อสัมผัส หากพบความผิดปกติควรหลีกเลี่ยงการบริโภคทันที ควบคู่กับการจัดเรียงอาหารแบบ “ของเก่าไว้ข้างหน้า ของใหม่ไว้ด้านหลัง” เพื่อให้ใช้ได้ทันก่อนเสื่อมคุณภาพ การตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงต่อสุขภาพ แต่ยังช่วยลดการทิ้งอาหารโดยไม่จำเป็น และทำให้การจัดการอาหารในบ้านเป็นระบบและมีประสิทธิภาพมากขึ้นค่ะ ที่โดยสรุปแล้วการเก็บอาหารสดให้ปลอดภัยในช่วงอากาศร้อนนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคนิคใดเทคนิคหนึ่งค่ะ แต่คือระบบการจัดการอาหารตั้งแต่ก่อนเข้าตู้เย็นไปจนถึงการใช้งานจริง เพราะความชื้น อากาศ อุณหภูมิ ความสะอาด และการปนเปื้อน ล้วนเป็นปัจจัยที่เชื่อมโยงกันทั้งหมด หากจัดการผิดเพียงจุดเดียว อาหารก็สามารถเสื่อมคุณภาพได้ทั้งระบบ ความเย็นจึงไม่ใช่คำตอบสุดท้าย หากขาดความเข้าใจพื้นฐานเรื่องการจัดเก็บอย่างถูกต้อง ภาพใหญ่ของเรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่การยืดอายุอาหาร แต่คือการลดความเสี่ยงด้านสุขภาพ ลดขยะอาหาร และใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าในระดับครัวเรือนค่ะ เมื่อนำไปใช้จริงในชีวิตประจำวัน หลักคิดที่สำคัญคือการจัดการก่อนเก็บ ไม่ว่าจะเป็นการแยกของสด ลดความชื้น เลือกภาชนะปิดสนิท แบ่งอาหารเป็นส่วนเล็ก หรือจัดอุณหภูมิและพื้นที่ในตู้เย็นให้เหมาะสม เพราะทุกขั้นตอนช่วยกันชะลอการเสื่อมคุณภาพของอาหารอย่างเป็นรูปธรรมได้ ซึ่งการตรวจสอบสภาพอาหารและทำความสะอาดตู้เย็นสม่ำเสมอ คือส่วนเติมเต็มที่ทำให้ระบบนี้ทำงานได้จริงในระยะยาว เมื่ออาหารถูกเก็บอย่างถูกวิธี เราจะเห็นชัดว่าอาหารอยู่ได้นานขึ้น กลิ่นลดลง และการทิ้งอาหารโดยไม่จำเป็นก็ลดลงตามไปด้วยนะคะ โดยในสถานการณ์จริงหากต้องเริ่มลงมือทำ สิ่งแรกไม่ใช่การหาอุปกรณ์ใหม่ค่ะ แต่คือการปรับพฤติกรรม ที่ควรเริ่มจากการมองตู้เย็นเป็นพื้นที่ถนอมอาหาร ไม่ใช่ที่พักของสดชั่วคราว ที่ควรจัดระเบียบ แยกประเภท ตรวจสภาพ และทำความสะอาดให้เป็นนิสัย จากนั้นค่อยเสริมด้วยภาชนะที่เหมาะสมและการวางแผนการใช้อาหารให้สอดคล้องกับชีวิตจริง เพราะการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ น้อยๆ เหล่านี้ เมื่อทำอย่างต่อเนื่อง จะกลายเป็นระบบที่ช่วยทั้งสุขภาพ ค่าใช้จ่าย และสิ่งแวดล้อมในระยะยาวอย่างชัดเจนค่ะทุกคน เพราะอาหารเป็นสื่อที่นำมาซึ่งความเจ็บป่วยในคนเราได้ จึงอยากเชิญชวนให้คนไทยเราหันมาตระหนักเรื่องการจัดเก็บอาหารให้มากขึ้น ซึ่วถือเป็นแนวทางหนึ่งในการส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันความเจ็บป่วยที่ไม่จำเป็นตั้งแต่ที่บ้าน และลดการเกิดของขยะอาหารได้ด้วยค่ะ ที่โดยส่วนตัวแล้วผู้เขียนก็ได้นำแนวทางต่างๆ ข้างต้นมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันเช่นเดียวกัน โดยอย่างแรกเลยที่ทำประจำคือการจัดเก็บอาหารแยกประเภท เลือกใช้กล่องสำหรับใส่อาหารที่ปลอดภัย หากยังไม่ใช้ทันทีถ้าเป็นเนื้อสัตว์จะนำไปแช่แข็ง ส่วนผักและผลไม้เก็บในช่องผักค่ะ ที่ในแต่ละวันก่อนไปซื้อวัตถุดิบมาทำอาหารเพิ่ม ผู้เขียนจะตรวจสอบก่อนเสมอว่ามีอะไรอยู่บ้างแล้ว โดยการตรวจสอบวันหมดอายุและลักษณะของอาหารก่อนนำมาอุ่นหรือปรุง ซึ่งเทคนิคนี้ทำเป็นนิสัยแล้วค่ะ และสำหรับคุณผู้อ่านก็อย่าลืมนำเคล็ดลับในบทความนี้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันกันนะคะ #สุขาภิบาลอาหาร #การเก็บรักษาอาหาร #ความปลอดภัยของอาหาร #เทคนิคเก็บของสด #FoodSanitation เครดิตรูปภาพประกอบบทความ รูปภาพทำหน้าปก ถ่ายภาพโดย Freepik จาก FREEPIK และออกแบบหน้าปกโดยผู้เขียน ใน Canva รูปภาพประกอบเนื้อหา ถ่ายภาพโดยผู้เขียน เกี่ยวกับผู้เขียน ภัคฒ์ชาลิสา จำปามูล จบการศึกษา: พยาบาลศาสตรบัณฑิต จากวิทยาลัยพยาบาลศรีมหาสารคาม กระทรวงสาธารณสุข และสาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต (อนามัยสิ่งแวดล้อม) จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น มีความสนใจและประสบการณ์เกี่ยวกับ: สุขภาพ จิตวิทยาเชิงบวก การบำบัดน้ำเสียและกำจัดสิ่งปฏิกูล 9 วิธีสังเกตยังไงว่า อาหารหมดอายุ หรือเสื่อมสภาพก่อนวันจริง 9 อาหารเสี่ยงต่อการปนเปื้อนของจุลินทรีย์ หากเก็บไม่ถูกวิธี! 9 ชนิดอาหาร ที่ควรเก็บในช่องแช่แข็งทันที หลังซื้อกลับมาบ้าน หิวใช่ไหม อยากหาของกินอร่อย ๆ ใช่หรือเปล่า ส่องร้านเด็ดร้านดังได้ที่ App TrueID โหลดฟรี !