9 ทริคความมั่นคงทางอาหาร กับสภาพอากาศแปรปรวน และภาวะเศรษฐกิจ เขียนโดย ภัคฒ์ชาลิสา จำปามูล ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาหลายคนอาจเริ่มรู้สึกว่า เรื่องอาหารในชีวิตประจำวันเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ผักบางชนิดมีราคาแพงขึ้นแบบไม่คาดคิด ของบางอย่างหาซื้อยากในบางช่วง หรืออาหารที่เคยมีให้เลือกหลากหลายกลับลดลงอย่างน่าประหลาดใจ จริงๆ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญค่ะ ซึ่งทางด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมประเด็นนี้คือสิ่งที่ต้องนำมาบอกต่อให้กับผู้คน เพราะไม่ว่าเป็นผลจากสภาพอากาศที่แปรปรวน ภัยธรรมชาติที่เกิดถี่ขึ้น และภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวนก็ตาม โดยสิ่งเหล่านี้จะค่อยๆ ส่งผลมาถึงจานอาหารของเราทีละน้อยโดยที่หลายคนไม่ทันสังเกตนะคะ ลองนึกภาพตามคะว่าเมื่ออาหารเริ่มไม่แน่นอน ความมั่นคงทางอาหารก็กลายเป็นเรื่องใกล้ตัวมากกว่าที่คิด ที่ไม่ใช่แค่เรื่องของประเทศหรือระบบใหญ่ๆ แต่คือความสามารถของแต่ละบ้านในการมีอาหารที่เพียงพอ เข้าถึงได้ และปรับตัวตามสถานการณ์ได้ ดังนั้นในบทความนี้ผู้เขียนมี 9 ทริคด้านความมั่นคงทางอาหารที่คนทั่วไปสามารถทำตามได้จริง โดยเราจะมาเรียนรู้กันตั้งแต่การเลือกซื้อ การเก็บอาหาร ไปจนถึงการปรับพฤติกรรมการกินค่ะ เพื่อช่วยให้ชีวิตประจำวันมีความยืดหยุ่นมากขึ้น และไม่เปราะบางเกินไปในวันที่โลกยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนนะคะ และต่อไปนี้คือแนวทาง 1. ไม่ฝากความหวังไว้กับอาหารแหล่งเดียว ในช่วงที่สภาพอากาศแปรปรวนและเศรษฐกิจผันผวน อาหารไม่ได้มีความแน่นอนเหมือนเดิมค่ะ โดยวัตถุดิบบางชนิดอาจขาดตลาดกะทันหัน หรือราคาปรับขึ้นเร็วเกินคาด หากเราพึ่งพาอาหารจากแหล่งเดียวมากเกินไป ไม่ว่าจะเป็นร้านประจำ ตลาดแห่งเดียว หรือวัตถุดิบชนิดเดิมๆ เมื่อแหล่งนั้นมีปัญหา เราจะได้รับผลกระทบทันทีโดยไม่มีทางเลือกสำรอง และเหตุการณ์อย่างน้ำท่วม ภัยแล้ง หรือปัญหาขนส่ง ล้วนทำให้อาหารที่เคยหาง่ายกลายเป็นของหายากได้ในเวลาไม่นานนะคะ โดยสิ่งที่เราควรทำคือกระจายความเสี่ยงด้านอาหารให้มากขึ้น รู้จักแหล่งซื้ออาหารหลายแบบ ทั้งตลาดสด ร้านค้าชุมชน ซูเปอร์มาร์เก็ต หรือแหล่งอาหารใกล้บ้าน รวมถึงเปิดใจใช้วัตถุดิบทดแทนในบางมื้อ ไม่ยึดติดกับเมนูหรือวัตถุดิบชนิดเดียวจนเกินไป ซึ่งการมีทางเลือกมากกว่าหนึ่งทางช่วยให้เราปรับตัวได้ดีขึ้นเมื่อเกิดความเปลี่ยนแปลง และทำให้การดูแลเรื่องอาหารในชีวิตประจำวันมีความยืดหยุ่นและมั่นคงมากขึ้นค่ะ 2. กินอาหารตามฤดูกาลให้มากขึ้น คุณผู้อ่านรู้ไหมคะว่า อาหารตามฤดูกาลมักเป็นอาหารที่มีปริมาณเพียงพอในช่วงเวลานั้น จึงหาง่ายและมีราคาค่อนข้างนิ่งกว่าวัตถุดิบนอกฤดู เมื่อสภาพอากาศแปรปรวน การฝืนปลูกหรือขนส่งอาหารนอกฤดูกาลยิ่งมีความเสี่ยง ทั้งเรื่องต้นทุนและความไม่แน่นอนในการผลิต ซึ่งการเลือกกินอาหารที่สอดคล้องกับฤดูกาลจึงช่วยลดแรงกดดันต่อระบบอาหาร และทำให้เราปรับตัวเข้ากับธรรมชาติได้ดีขึ้น และสิ่งที่ควรทำก็คือสังเกตว่าช่วงไหนมีผักหรือผลไม้อะไรออกมากเป็นพิเศษ แล้วนำมาปรับเมนูในชีวิตประจำวัน ไม่จำเป็นต้องกินเหมือนกันทุกมื้อ แต่เลือกให้หลากหลายตามฤดูกาลที่มีอยู่ค่ะ ซึ่งการกินตามฤดูกาลช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย ได้วัตถุดิบสดใหม่ และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาอาหารที่ต้องเดินทางไกลหรือมีต้นทุนสูง โดยเป็นวิธีง่ายๆ ที่ช่วยเสริมความมั่นคงทางอาหารให้กับชีวิตประจำวันได้อย่างเป็นรูปธรรมนะคะ 3. เลือกวัตถุดิบใกล้บ้านหรือของท้องถิ่น วัตถุดิบที่มาจากแหล่งใกล้บ้านหรือผลิตในท้องถิ่น มักได้รับผลกระทบจากปัญหาขนส่งและต้นทุนน้อยกว่าวัตถุดิบที่ต้องเดินทางไกลค่ะ เมื่อสภาพอากาศแปรปรวนหรือเศรษฐกิจผันผวน อาหารที่พึ่งพาการนำเข้าหรือการขนส่งระยะไกลมีโอกาสขาดตลาดหรือราคาขึ้นเร็วกว่า การเลือกวัตถุดิบใกล้ตัวจึงช่วยลดความเสี่ยง และทำให้การเข้าถึงอาหารมีความต่อเนื่องมากขึ้น สิ่งที่ควรทำคือต้องรู้จักแหล่งอาหารในพื้นที่ของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นตลาดชุมชน ร้านค้าท้องถิ่น หรือเกษตรกรใกล้บ้าน จากนั้นให้เลือกซื้อวัตถุดิบตามสิ่งที่มีในพื้นที่ แทนการยึดติดกับของจากแหล่งไกลเพียงอย่างเดียว ซึ่งการสนับสนุนวัตถุดิบท้องถิ่นไม่เพียงช่วยให้เรามีอาหารที่สดใหม่และราคาสมเหตุสมผล แต่ยังช่วยเสริมความเข้มแข็งให้ระบบอาหารในชุมชน และเพิ่มความมั่นคงทางอาหารในระยะยาวอีกด้วยค่ะ 4. วางแผนซื้ออาหาร ไม่ซื้อเกินจำเป็น ในสถานการณ์ที่ราคาอาหารผันผวนและสภาพอากาศคาดเดายาก การซื้ออาหารแบบตามอารมณ์หรือเพราะกลัวของขาด มักทำให้เราซื้อเกินความจำเป็นโดยไม่รู้ตัวค่ะ ทำให้อาหารจำนวนไม่น้อยถูกเก็บไว้จนลืมใช้ เสื่อมคุณภาพ หรือหมดอายุและต้องทิ้งไปในที่สุด ซึ่งนอกจากจะสิ้นเปลืองเงินแล้ว ยังเป็นการสูญเสียทรัพยากรอาหารที่ควรใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง ความมั่นคงทางอาหารจึงไม่ใช่การมีของเยอะค่ะ แต่คือการมีของที่พอดีกับการใช้จริง ดังนั้นสิ่งที่ควรต้องเริ่มทำเลยคือเริ่มจากการสำรวจอาหารที่มีอยู่ในบ้านก่อนออกไปซื้อ วางแผนว่าจะกินอะไรในช่วงหลายวันข้างหน้า และซื้อเฉพาะวัตถุดิบที่จำเป็นต่อเมนูเหล่านั้น การซื้อแบบมีเป้าหมายช่วยให้เราใช้เงินอย่างคุ้มค่า ลดปริมาณอาหารเหลือทิ้ง และไม่ต้องกังวลกับการจัดการอาหารที่มากเกินไป เมื่อซื้ออาหารอย่างมีแผน เราจะควบคุมทั้งค่าใช้จ่ายและการใช้ทรัพยากรได้ดีขึ้น ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการสร้างความมั่นคงทางอาหารในชีวิตประจำวันค่ะทุกคน 5. เก็บอาหารให้เป็น ไม่ให้เสียเร็ว รู้ไหมคะว่าอาหารที่ซื้อมาแล้วจะช่วยสร้างความมั่นคงได้จริง ก็ต่อเมื่อสามารถเก็บรักษาให้ใช้ได้นานและปลอดภัย หากเก็บไม่ถูกวิธี อาหารสดอาจเสียเร็ว อาหารแห้งอาจชื้นหรือขึ้นรา ทำให้ต้องทิ้งก่อนนำมาใช้ ทั้งที่ยังไม่หมดอายุ ซึ่งการสูญเสียอาหารจากการเก็บไม่เหมาะสม เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยในชีวิตประจำวันของเรา และส่งผลทั้งต่อค่าใช้จ่ายและความมั่นคงทางอาหารโดยตรง และสิ่งที่คุณผู้อ่านควรทำคือเรียนรู้วิธีเก็บอาหารแต่ละประเภทให้เหมาะสม แยกอาหารสด อาหารแห้ง และอาหารปรุงแล้วอย่างชัดเจน ใช้ตู้เย็นและช่องแช่แข็งอย่างมีระบบ ปิดภาชนะให้มิดชิด และเรียงอาหารตามลำดับการใช้ก่อน–หลัง ที่โดยสรุปก็คือการเก็บอาหารให้เป็นจะช่วยยืดอายุอาหาร ลดการสูญเสีย และทำให้เรามีอาหารพร้อมใช้ในวันที่สถานการณ์ไม่แน่นอน ที่เป็นพื้นฐานสำคัญของการดูแลอาหารในบ้านให้คุ้มค่าและยั่งยืนค่ะ 6. ปลูกผักหรืออาหารง่ายๆ ไว้กินเอง การปลูกผักหรืออาหารง่ายๆ ไว้กินเองช่วยเพิ่มความอุ่นใจในวันที่อาหารมีความไม่แน่นอนได้ค่ะ แม้จะเป็นปริมาณไม่มาก แต่ก็เป็นแหล่งอาหารที่เราควบคุมได้เอง ไม่ต้องพึ่งพาราคาในตลาดหรือความผันผวนจากสภาพอากาศและเศรษฐกิจทั้งหมด ผักที่ปลูกเองยังช่วยลดค่าใช้จ่าย ได้ความสด และทำให้เราเห็นคุณค่าของอาหารมากขึ้น ความมั่นคงทางอาหารจึงเริ่มได้จากพื้นที่เล็กๆ ใกล้ตัวนะคะ โดยสิ่งควรทำก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตค่ะ แต่ให้เริ่มจากผักหรืออาหารที่ปลูกง่าย ใช้พื้นที่น้อย และดูแลไม่ซับซ้อน เช่น ผักใบ ผักสวนครัว หรือสมุนไพรพื้นฐาน แม้จะมีเพียงระเบียง หน้าบ้าน หรือมุมเล็กๆ ก็สามารถปลูกได้ ไม่จำเป็นต้องหวังผลผลิตมาก แต่ให้เป็นทางเลือกเสริมในบางมื้อ ซึ่งการปลูกอาหารกินเองช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้ชีวิต และเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยเสริมความมั่นคงทางอาหารในระยะยาวได้อย่างเป็นรูปธรรมนะคะ 7. ปรับเมนูให้ยืดหยุ่นตามสถานการณ์ ในช่วงที่วัตถุดิบบางอย่างขาดตลาดหรือมีราคาสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว การยึดติดกับเมนูเดิมๆ อาจทำให้การดูแลเรื่องอาหารเป็นเรื่องยากและสิ้นเปลืองมากขึ้นค่ะ เพราะแก่นของความมั่นคงทางอาหารไม่ได้หมายถึงการกินเหมือนเดิมตลอดเวลา แต่คือการปรับตัวให้เข้ากับสิ่งที่มีอยู่ในช่วงนั้น หากสามารถเปลี่ยนเมนูได้ตามวัตถุดิบที่หาได้จริง จะช่วยลดแรงกดดันทั้งเรื่องค่าใช้จ่ายและการหาอาหารในสถานการณ์ไม่แน่นอนนะคะ ดังนั้นสิ่งที่ควรทำคือเปิดใจปรับเมนูในชีวิตประจำวัน ใช้วัตถุดิบที่มีอยู่ในบ้านหรือหาได้ง่ายในช่วงนั้นแทนของที่ขาดหรือแพงขึ้น อาจเปลี่ยนวิธีปรุง เปลี่ยนชนิดผัก หรือสลับแหล่งโปรตีนตามความเหมาะสม ซึ่งการมีเมนูที่ยืดหยุ่นช่วยให้เราไม่ต้องหยุดทำอาหารเพียงเพราะวัตถุดิบบางอย่างหายไป และทำให้การดูแลอาหารในบ้านเป็นไปอย่างต่อเนื่องและสมดุลมากขึ้นในทุกสถานการณ์ค่ะ 8. ลดการพึ่งอาหารสำเร็จรูปหรือของนำเข้า หลายคนยังไม่รู้ว่าอาหารสำเร็จรูปและอาหารนำเข้า มักได้รับผลกระทบจากต้นทุนการผลิต การขนส่ง และค่าเงินอย่างชัดเจน เมื่อเศรษฐกิจผันผวนหรือเกิดปัญหาด้านโลจิสติกส์ ราคาของอาหารกลุ่มนี้สามารถปรับขึ้นได้รวดเร็ว และบางช่วงอาจหาซื้อได้ยาก ซึ่งความไม่แน่นอนเหล่านี้ทำให้การพึ่งพาอาหารสำเร็จรูปหรือของนำเข้ามากเกินไป กลายเป็นความเสี่ยงต่อความมั่นคงทางอาหารในชีวิตประจำวันค่ะทุกคน โดยสิ่งที่ควรทำคือค่อยๆ ลดสัดส่วนการบริโภคอาหารสำเร็จรูป และหันมาเลือกวัตถุดิบพื้นฐานที่หาได้ในประเทศหรือในท้องถิ่นมากขึ้น ลองทำอาหารเองในบางมื้อ ใช้วัตถุดิบง่ายๆ ที่เก็บได้นานและปรับเมนูได้หลากหลาย เพราะการพึ่งพาอาหารที่ใกล้ตัวและควบคุมได้ จะช่วยให้ค่าใช้จ่ายเสถียรมากขึ้น และทำให้เรารับมือกับความเปลี่ยนแปลงด้านอาหารได้ดีขึ้นในระยะยาวด้วยนะคะ 9. มีอาหารพื้นฐานติดบ้านไว้เสมอ ในวันที่สถานการณ์รอบตัวไม่แน่นอน ทั้งสภาพอากาศ เศรษฐกิจ หรือเหตุการณ์ฉุกเฉินต่างๆ การมีอาหารพื้นฐานติดบ้านไว้บ้าง มีส่วนช่วยให้ชีวิตไม่สะดุดทันทีนะคะ เพราะอาหารอาจขาดตลาดชั่วคราว ราคาอาจปรับขึ้น หรือไม่สะดวกออกไปซื้อในบางช่วง โดยความมั่นคงทางอาหารจึงไม่ใช่การตุนของจำนวนมากค่ะ แต่คือการมีอาหารที่จำเป็นพอใช้ในเวลาที่ต้องการจริงๆ และสิ่งที่เราควรทำคือเลือกเก็บอาหารพื้นฐานที่เก็บได้นาน ใช้ง่าย และเหมาะกับการบริโภคของครอบครัว เช่น ข้าว อาหารแห้ง วัตถุดิบพื้นฐาน หรือของจำเป็นต่อการทำอาหารในบ้าน ไม่จำเป็นต้องซื้อจำนวนมากในครั้งเดียวนะคะ แต่ให้ค่อยๆ เติมให้มีติดบ้านอยู่เสมอ ที่โดยสรุปก็คือการเตรียมอาหารพื้นฐานอย่างพอดีช่วยลดความกังวลได้ อีกทั้งยังรับมือกับความไม่แน่นอนได้ดีขึ้น และทำให้การดูแลเรื่องอาหารในชีวิตประจำวันเป็นไปอย่างราบรื่นมากขึ้นค่ะ เป็นยังไงบ้างคะทุกคน พอจะมองภาพออกบ้างแล้วหรือยัง ที่โดยสรุปก็คือจากทั้ง 9 ทริคทำให้เรามองเห็นว่า ความมั่นคงทางอาหารไม่ใช่เรื่องไกลตัวหรือเป็นหน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่งนะคะ แต่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตประจำวันของเราทุกคน โดยเฉพาะในช่วงที่สภาพอากาศแปรปรวนและเศรษฐกิจไม่แน่นอน ที่จะทำให้อาหารอาจขาดตลาด ราคาเปลี่ยนเร็ว หรือเข้าถึงได้ยากขึ้น ซึ่งการรู้จักกระจายแหล่งอาหาร กินตามฤดูกาล เลือกวัตถุดิบใกล้บ้าน วางแผนซื้อ และเก็บอาหารให้เป็น ล้วนเป็นพื้นฐานสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงเหล่านี้ได้ค่ะ และเมื่อมองในภาพรวมแล้ว ความมั่นคงทางอาหารไม่ได้หมายถึงการมีอาหารให้มากที่สุดนะคะ แต่คือการมีอาหารที่พอดี ยืดหยุ่น และพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งการปรับพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ เช่น ปลูกผักกินเอง ลดการพึ่งอาหารนำเข้า ปรับเมนูตามสถานการณ์ และมีอาหารพื้นฐานติดบ้านไว้เสมอ จะช่วยให้เราดูแลตัวเองและครอบครัวได้ดีขึ้นในระยะยาว ยิ่งเริ่มลงมือทำเร็วเท่าไร เราก็ยิ่งรับมือกับความไม่แน่นอนของโลกใบนี้ได้มั่นคงมากขึ้นเท่านั้นค่ะ สำหรับผู้เขียนนั้นสมอยเป็นเด็กการปลูกผักไว้ ทำไปเพื่อขายให้ได้เงินไปโรงเรียนค่ะ แต่หลังจบอนามัยสิ่งแวดล้อม ความคิดในหัวเปลี่ยนเพราะได้เรียนรู้เรื่องวิกฤติอาหารโลก ทำให้ตอนหลังมาปลูกผักเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารค่ะ โดยหลายคนอาจจะคิดเพียงแค่ตัวเงิน และมองว่าปลูกผักกินเองจะประหยัดได้กี่บาทกัน ซึ่งประเด็นด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมคือสิ่งที่คนที่สนใจแต่ตัวเลขทางเศรษฐกิจพลาดไปค่ะ เพราะการปลูกเองทำให้เราเข้าถึงวัตถุดิบที่ปลอดสารพิษได้ ที่ต่อจากนั้นก็ลดความเสี่ยงด้านสุขภาพได้ เพราะในช่วงที่สภาพอากาศแปรปรวนและเศรษฐกิจผันผวนยิ่งส่งผลต่อการเกษตร โดยในบางที่มีการใช้สารเคมีมากขึ้นจากปัญหาโรคพืชและผลผลิตต่ำลง และเมื่อความต้องการอาหารบางอย่างเพิ่มขึ้น การใช้สารเร่งในการผลิตก็ตามมาอีกเหมือนกันค่ะ ดังนั้นถ้าเราไม่มองแบบเชื่อมโยงหากัน เราก็จะคิดว่าการปลูกผัก การรู้จักจัดเก็บอาหาร การเลือกวัตถุดิบท้องถิ่นกินอาหารตามฤดูกาล ฯลฯ เป็นเพียงแนวทางที่มีมูลค่าน้อยเพียงอย่างเดียว ทั้งๆ ที่ลืมไปว่าสุขภาพตัวเองหลังจากนั้นก็เกี่ยวข้องโดยตรงกับความมั่นคงทางอาหารนะคะ จึงอยากเชิญชวนคนไทยทุกคนหันมาเรียนรู้เรื่องความมั่นคงทางอาหารให้มากขึ้น เพื่อรับมือกับวิกฤติอาหารโลก และเพื่อป้องกันปัญหาด้านสุขภาพที่เกิดจากความไม่มั่นคงทางอาหาร อย่าคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องไกลตัว ลองนึกภาพว่าถ้าเกิดภัยพิบัติคนมีอาหารคือคนที่จะรอดค่ะ หรือถ้าเกิดความไม่สงบขึ้นเหมือนกันบางพื้นที่ในโลกตอนนี้ อาหารคือจุดวัดความเป็นความตายของเรา ที่ตอนนั้นต่อให้มีเงินเพียงอย่างเดียวก็ไม่สามารถซื้อได้ เพราะไม่สามารถเข้าถึงแหล่งอาหาร ที่พูดแบบนี้ไม่ได้พูดเพื่อให้กลัวค่ะ คือนอกจากเราต้องมีสตางค์แล้ว เราก็ต้องสติด้วย และความรู้ เคยดูสามก๊กไหมค่ะ ในสามก๊กถ้าเราส่งทหารม้าออกไปสืบ และแค่รู้ว่าทหารของฝั่งตรงข้ามขนเสบียงไปทางไหน แล้วเราเข้าไปโจมตีและทำลาย แค่นี้เราก็ชนะแล้วค่ะ โดยที่ไม่ต้องไปฟาดฟันกับทหารอีกกองด้วยซ้ำไป เพราะไม่มีอาหารที่มั่นคงก็คือความไม่แน่นอนของชีวิตนะคะ จึงอย่าได้ประเมินเรื่องนี้ต่ำเกินไป #ความมั่นคงทางอาหาร #อนามัยสิ่งแวดล้อม #วิกฤตอาหาร #สภาพอากาศแปรปรวน #อาหารกับวิกฤตโลก เครดิตรูปภาพประกอบบทความ รูปภาพทำหน้าปก AI Generated และออกแบบหน้าปกโดยผู้เขียน ใน Canva รูปภาพประกอบเนื้อหา ถ่ายภาพโดยผู้เขียน เกี่ยวกับผู้เขียน ภัคฒ์ชาลิสา จำปามูล จบการศึกษา: พยาบาลศาสตรบัณฑิต จากวิทยาลัยพยาบาลศรีมหาสารคาม กระทรวงสาธารณสุข และสาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต (อนามัยสิ่งแวดล้อม) จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น มีความสนใจและประสบการณ์เกี่ยวกับ: สุขภาพ จิตวิทยาเชิงบวก การบำบัดน้ำเสียและกำจัดสิ่งปฏิกูล 9 เทคนิคใช้เก็บของสด ลดโอกาสอาหารเน่าเสีย ช่วงอากาศร้อนขึ้น 9 ทริคเลือกผักสวนครัว ปลูกภายในบ้าน แบบไหนดี เข้ากับพื้นที่ 14 อาหารสำรองที่ควรมีติดบ้าน ในช่วงภัยพิบัติ เตรียมอะไรบ้าง หิวใช่ไหม อยากหาของกินอร่อย ๆ ใช่หรือเปล่า ส่องร้านเด็ดร้านดังได้ที่ App TrueID โหลดฟรี !