ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ – เมษายน มีนาคมถือว่าเป็นช่วงนาทีทองของ “มะยงชิด” กันเลยทีเดียว ถ้าไม่ได้กินช่วงนี้ เรียกว่าพลาดมาก เพราะเป็นช่วงที่ผลผลิตกำลังทยอยออกสู่ตลาดและ ยิ่งอากาศร้อน ๆ รสชาติก็ยิ่งหวานฉ่ำขึ้นเท่านั้น เริ่มจาก กุมภาพันธ์ เป็นช่วงเปิดฤดูกาล ผลผลิตรุ่นแรกเริ่มอวดโฉม มีนาคม เป็นช่วงที่มีจำหน่ายมากที่สุดรสชาติดีที่สุด เมษายน เป็นช่วงปลายฤดู มะยงชิดหวานจัดที่สุด เพราะอากาศร้อนจัดทำให้น้ำในลูกงวดลงเหลือแต่น้ำตาลเข้มข้น แม้ความกรอบจะน้อยลง แต่ความหวานก็ยังที่สุด สำหรับเราแล้วกินช่วงไหนก็อร่อย ไม่ต้องหวานจัด ก็ฟินได้ แต่ไม่ว่าจะชอบแบบไหน เรามาดูวิธีเลือกซื้อมะยงชิดให้ได้ลูกที่อร่อยสุด ๆ กันดีกว่า 1. เลือกจากสีผิว ถ้าต้องการมะยงชิดที่หวาน กรอบ ไม่เปรี้ยวจนเกินไป วิธีที่ง่ายที่สุดก็คือดูจากสีผิว ถ้าผลยังเป็นสีเหลืองอมส้มแซมสีเขียว หรือบริเวณขั้วยังเป็นสีเขียว รสชาติจะเปรี้ยวนำ ควรเลือกผลที่มีสีเหลืองผมส้มหรือสีทอง ซึ่งเป็นผลที่สุกกำลังพอดี จะมีรสชาติหวานนำ 2. เลือกจากความแน่นและความตึง ลองสัมผัสด้วยการกดที่ผลมะยงชิดเบา ๆ เราก็จะรู้สึกได้ว่าเนื้อแน่นตึงหรือเปล่า ถ้ากดแล้วรู้สึกว่าเนื้อบุ๋มลงไป นิ่มเกินไปก็ไม่เลือกผลนั้น เพราะมันสุกเกินไป เนื้อจะเละ ไม่กรอบกินไม่อร่อย ตอนที่กดลงไป กดแค่เบา ๆ ก็จะรู้แล้ว อย่ากดแรงเกินไป จะทำให้เนื้อช้ำ เน่าง่าย คนขายจะเสียผลประโยชน์ที่ควรจะได้ เพราะเนื้อนิ่ม ๆ ยังขายได้ สำหรับลูกค้าที่ต้องการจะนำไปปั่น ลูกนิ่ม ๆ แบบนี้แหละรสชาติหวานจัด แล้วก็หอมมาก ๆ ด้วย หรือจะใช้วิธีวางในอุ้งมือ แล้วขยับมือนิด ๆ ถ้าลูกไหนมีน้ำหนัก แสดงว่าข้างในน้ำเยอะ เนื้อเต็ม อร่อยแน่นอน 3. เลือกตามสายพันธุ์ที่ชอบ “มะยงชิด” มีหลายสายพันธุ์ให้เลือก ถ้าชอบหวาน กรอบ เมล็ดลีบ เนื้อเยอะ ก็เลือกพันธุ์ “ทูลเกล้า” ถ้าชอบหวานแบบตะโกน “หว๊านนนมากกก” ก็เลือกมะปรางหวานแทน แต่สำหรับเราแล้ว เจอเมื่อไหร่ก็คว้าเลย กินได้ทุกแบบ 4. ดมที่ขั้ว ต้องบอกก่อนว่าจะหยิบมาดมก็ควรจะขออนุญาตจากคนขายก่อน เพราะบางคนอาจจะมองว่าไม่ค่อยงามเท่าไหร่ แต่ถ้าซื้อมาแล้วลองดมดูให้รู้ไว้ก็ได้ว่าเป็นอีกวิธีที่ใช้เลือกมะยงชิด เมื่อดมดูเราจะรู้ว่ามะยงชิดสุกแล้วหรือยัง ถ้าดมแล้วมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ จะเป็นมะยงชิดที่สุกแล้ว แต่ถ้ายังไม่มีกลิ่นหรือได้กลิ่นยางไม้หมายความว่ายังไม่สุก 5. เลือกจากรูปทรง และจุดกระ สังเกตดูง่าย ๆ คือผลไหนมีรูปทรงที่เรียว ยาวก็เลือกมาได้เลย และไม่จำเป็นต้องเลือกผิวที่เนียนเรียบอย่างเดียว บางลูกจะเห็นว่ามีจุดสีน้ำตาลเล็ก ๆ กระจายไปทั่ว ๆ แบบไม่ใช่รอยช้ำเน่า ก็หมายถึงว่าลูกนั้นได้รับแสงแดดมาเต็มที่ และมีน้ำตาลเข้มข้น ทำใหเมีรสหวานมากกว่าลูกที่ผิวเรียบสวย ถ้าเราเลือกซื้อมะยงชิดที่ยังติดกันเป็นพวง มีขั้วและใบสีเขียวสดติดอยู่ ก็จะช่วยยืนยันได้เลยว่ามะยงชิดพวงนั้นเพิ่งเก็บมาใหม่ ๆ และมีความสดเต็มร้อย เคล็ดลับสุดท้ายที่อยากจะแนะนำก็คือ "ชอบรสหวานจัด" แนะนำให้ปอกเปลือกออก เพราะความเปรี้ยวส่วนใหญ่ของมะยงชิดจะสะสมอยู่ที่เปลือก ส่วนเนื้อในจะหวานฉ่ำสะใจ แต่ถ้าใครเป็นสาย "ชอบรสเปรี้ยวอมหวาน" กลมกล่อม ละมุนลิ้น ก็สามารถล้างให้สะอาดแล้วกัดกินทั้งเปลือกได้เลย รับรองฟินแน่นอน Q&A มะยงชิด Q “มะยงชิด” กับ “มะปรางหวาน” ต่างกันอย่างไร? A “มะยงชิด” จะหวานนำ อมเปรี้ยวนิด ๆ ที่เปลือก ส่วน “มะปรางหวาน” จะหวานสนิททั้งผลแต่บางพันธุ์อาจมียางที่ทำให้คันคอได้ Q ทำไม "มะยงชิด" บางลูกกินแล้วเปรี้ยวจี๊ดจนเข็ดฟัน? A เพราะยังไม่สุกดี มะยงชิดจะเริ่มหวานเมื่อผิวเปลี่ยนเป็นสีส้มเกือบทั้งลูก ถ้ายังมีสีเขียวเยอะแสดงว่ายังเป็นลูกดิบ รสจะเปรี้ยวแหลม Q ทำไม “มะยงชิด” ราคาแพงกว่า “มะปราง” A เพราะ “มะยงชิด” ดูแลยากกว่า ให้ผลผลิตต่อปีน้อยกว่า และเป็นที่ต้องการของตลาดมากกว่าเพราะความเปรี้ยวอมหวานเป็นความอร่อยที่ถูกปาก ถูกใจหลาย ๆ คน รวมทั้งเราด้วย - แจกสูตร มะยงชิดโยเกิร์ตสมูทตี้ อร่อย ทำง่าย - มะยงชิดลอยแก้ว ภาพประกอบโดย ฉันท์ชมา ผู้เขียน หิวใช่ไหม อยากหาของกินอร่อย ๆ ใช่หรือเปล่า ส่องร้านเด็ดร้านดังได้ที่ App TrueID โหลดฟรี !