9 ทริคสำหรับเลือกอาหาร Soft Skill ด้านสุขภาพที่คนไทยต้องมี เขียนโดย ภัคฒ์ชาลิสา จำปามูล อาหารคือสิ่งที่เราเลือกใส่เข้าร่างกายทุกวัน แต่กลับเป็นเรื่องที่หลายคนตัดสินใจเร็วที่สุดโดยไม่ทันคิด ในสังคมที่อาหารเข้าถึงง่าย มีตัวเลือกมาก และเต็มไปด้วยคำโฆษณาชวนเชื่อ การกินจึงไม่ใช่แค่เรื่องรสชาติหรือความอิ่มอีกต่อไปแล้วค่ะ โดยเฉพาะในบริบทสังคมไทยที่ระบบควบคุมอาหารยังไม่ครอบคลุมทุกจุด การพึ่งพาความคุ้นเคยหรือความเชื่อใจเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ทำให้สุขภาพของเราขึ้นอยู่กับการตัดสินใจเล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในแต่ละมื้อ และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมทักษะการเลือกอาหาร จึงไม่ใช่ความรู้เฉพาะทาง แต่เป็นทักษะที่ทุกคนควรมีติดตัว ไม่ว่าจะใช้ชีวิตในไทยหรือที่ไหนในโลก เมื่อเราเรียนรู้ไว้ก็เท่ากับว่าเรากำลังสร้างเกราะป้องกันด้านสุขภาพด้วยตัวเอง ดังนั้นในบทความนี้เราจะมารู้กันค่ะว่า จะทำยังไงดีหากต้องเลือกอาหาร โดยเนื้อหาที่คุณผู้อ่านจะได้รู้ต่อจากนี้ไม่ได้มุ่งเน้นให้เราเครียดตลอดเวลานะคะ แต่จะช่วยให้เรามองอาหารได้ชัดขึ้น คิดเป็น และเลือกเป็น เพื่อให้การกินในชีวิตประจำวันปลอดภัยขึ้นอย่างเป็นจริงและยั่งยืนค่ะ งั้นอ่านต่อกันเลยดีกว่า 1. อ่านฉลากเป็นนิสัยไม่ใช่แค่ดูวันหมดอายุ การอ่านฉลากอาหารเป็นนิสัยไม่ควรหยุดแค่การมองหาวันหมดอายุค่ะ แต่ควรเริ่มจากการทำความเข้าใจว่าสิ่งที่เราใส่เข้าร่างกายคืออะไร ฉลากคือแหล่งข้อมูลสุขภาพที่ซื่อสัตย์ที่สุดในบรรดาสิ่งโฆษณาทั้งหมด เพราะกฎหมายบังคับให้ผู้ผลิตต้องแสดงความจริง เราควรดูรายชื่อส่วนประกอบโดยเรียงจากมากไปน้อย เพื่อประเมินได้ทันทีว่าอาหารนั้นเน้นอะไรเป็นหลัก การเห็นน้ำตาล เกลือ หรือไขมันอยู่ลำดับต้นๆ คือสัญญาณที่เราควรชะลอการตัดสินใจ การอ่านฉลากจึงไม่ใช่เรื่องจุกจิก แต่คือทักษะการใช้ข้อมูลเพื่อปกป้องสุขภาพตัวเองในชีวิตจริง เมื่อเราฝึกบ่อยๆ สมองจะเริ่มประมวลผลได้เร็วขึ้นโดยไม่รู้ตัวนะคะ นอกจากส่วนประกอบแล้วตารางโภชนาการคืออีกจุดที่เรามักมองข้าม ทั้งที่สะท้อนผลกระทบต่อร่างกายในระยะยาวได้ชัดเจน เราควรดูปริมาณเกลือ น้ำตาล และพลังงานต่อหนึ่งหน่วยบริโภค ไม่ใช่ต่อทั้งซอง เพราะบรรจุภัณฑ์มักทำให้เราเข้าใจผิด การอ่านตรงนี้ช่วยให้เราประเมินได้ว่าอาหารหนึ่งชิ้นเหมาะกับการกินบ่อยหรือควรเป็นแค่ครั้งคราว ทักษะนี้สำคัญมากในบริบทสังคมไทยที่อาหารแปรรูปและอาหารพร้อมกินเข้าถึงง่าย การเลือกอย่างมีข้อมูลจึงเป็นทักษะด้านสุขภาพที่ช่วยลดความเสี่ยงโรคเรื้อรังโดยไม่ต้องพึ่งหมอตลอดเวลา และเมื่อเราทำได้จนเป็นนิสัย สุขภาพที่ดีจะกลายเป็นผลลัพธ์ตามธรรมชาติ ที่ไม่ใช่เรื่องของความพยายามแบบต้องฝืนใจทำค่ะ 2. สังเกตสภาพแวดล้อมร้านอาหาร การสังเกตสภาพแวดล้อมร้านอาหารเป็นทักษะพื้นฐานด้านสุขาภิบาลที่คนไทยควรฝึกให้เป็นนิสัยค่ะ เพราะความอร่อยไม่สามารถบอกความปลอดภัยของอาหารได้ โดยเราควรเริ่มจากภาพรวมของร้าน เช่น ความสะอาดของพื้น โต๊ะ และบริเวณปรุงอาหาร ว่ามีเศษอาหาร น้ำขัง หรือกลิ่นผิดปกติหรือไม่ เพราะสิ่งเหล่านี้สะท้อนระบบการจัดการภายในร้านมากกว่าการทำความสะอาดเฉพาะหน้ารับลูกค้า การมองเห็นตู้เก็บอาหาร วัตถุดิบวางพ้นพื้น มีฝาปิด และแยกของดิบของสุกอย่างเหมาะสม คือสัญญาณของร้านที่เข้าใจสุขาภิบาลจริง ไม่ใช่แค่ทำให้ดูดี อีกจุดที่เราควรสังเกตคือพฤติกรรมของผู้ปรุงและพนักงาน เช่น การจับเงินแล้วจับอาหารต่อโดยไม่ล้างมือ การใช้ภาชนะซ้ำ การไม่สวมอุปกรณ์ป้องกันขั้นพื้นฐาน สิ่งเหล่านี้บอกความเสี่ยงได้ชัดเจนกว่าป้ายรับรองใดๆ สำหรับบริบทไทยที่การตรวจสอบร้านอาหารยังไม่ครอบคลุม การใช้สายตาและเหตุผลของเราเองจึงเป็นเกราะป้องกันที่สำคัญ การฝึกสังเกตแบบนี้ไม่ใช่การจับผิดค่ะ แต่คือการประเมินความเสี่ยงอย่างมีสติ เมื่อเราทำเป็นนิสัย การเลือกกินจะปลอดภัยขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งดวง และสุขภาพจะถูกดูแลตั้งแต่ก่อนอาหารเข้าปากนะคะ 3. ฟังร่างกายตัวเองให้เป็น การฟังร่างกายตัวเองให้เป็นคือทักษะด้านสุขภาพที่หลายคนมองข้าม เพราะเราเติบโตมากับการกินตามเวลา ตามคนอื่น หรือกินตามความเคยชินมากกว่าสัญญาณจากร่างกาย ทั้งที่จริงแล้วเราควรเริ่มจากการสังเกตง่ายๆ ว่าหลังมื้ออาหารรู้สึกอย่างไร อิ่มสบาย สดชื่น หรือแน่นท้อง ง่วง เพลีย เพราะสัญญาณเหล่านี้คือข้อมูลตรงจากร่างกาย ไม่ใช่เรื่องคิดมาก การรู้ว่าอาหารแบบไหนทำให้เราอึดอัด ปวดท้อง หรือไม่สบาย คือการเรียนรู้สุขภาพจากประสบการณ์จริงที่ไม่มีใครบอกแทนได้ เมื่อเราฟังร่างกายได้ดีขึ้น การเลือกอาหารจะเริ่มเปลี่ยนจากกินเพราะอยาก เป็นกินเพราะเหมาะกับเรา ซึ่งเราจะรู้เองว่าอาหารบางอย่างควรกินแค่บางโอกาส ไม่จำเป็นต้องงดตลอดชีวิต ทักษะนี้ช่วยลดปัญหาสุขภาพเรื้อรังโดยไม่ต้องพึ่งการควบคุมแบบเคร่งครัด เพราะในบริบทสังคมไทยที่อาหารหลากหลายและเข้าถึงง่าย การฟังร่างกายจึงเป็นเข็มทิศส่วนตัวที่สำคัญ เมื่อเราฝึกสม่ำเสมอ ความสัมพันธ์ระหว่างเรากับอาหารจะดีขึ้น สุขภาพจะถูกดูแลอย่างยั่งยืนจากภายใน ไม่ใช่จากการฝืนใจทำตามกระแสค่ะ 4. แยกแยะคำโฆษณากับความจริง การแยกแยะคำโฆษณากับความจริง คือ ทักษะด้านสุขภาพที่จำเป็นมากในยุคที่อาหารถูกขายด้วยภาพลักษณ์มากกว่าข้อมูลค่ะ เพราะคำว่า “คลีน” “ธรรมชาติ” “โฮมเมด” หรือ “ไม่มีน้ำตาล” เราพบได้บ่อย แต่คำเหล่านี้ในบางสถานการณ์ไม่ได้มีความหมายทางโภชนาการเสมอไป เราจึงไม่ควรตัดสินจากคำบนหน้าซองหรือป้ายร้านเพียงอย่างเดียว แต่ต้องย้อนกลับไปดูฉลาก ส่วนประกอบ และตารางโภชนาการควบคู่กัน ดังนั้นการตั้งข้อสงสัยกับคำโฆษณาไม่ใช่ความคิดลบค่ะ แต่คือการปกป้องสุขภาพด้วยเหตุผล เมื่อเราเข้าใจหลักนี้ก่อน การเลือกอาหารจะเปลี่ยนจากการเชื่อตามกระแสเป็นการตัดสินใจบนข้อมูลจริง เราจะมองเห็นว่าอาหารบางชนิดแม้ดูสุขภาพดี แต่มีเกลือ น้ำตาล หรือไขมันแฝงสูง ทักษะการแยกแยะเช่นนี้สำคัญมากในบริบทสังคมไทยที่การตลาดอาหารเติบโตเร็วกว่าองค์ความรู้ของผู้บริโภค ที่โดยสรุปแล้วการฝึกอ่านระหว่างบรรทัดช่วยให้เราไม่ตกเป็นเหยื่อคำสวยๆ บนฉลาก เมื่อเราทำเป็นนิสัย เราจะเลือกอาหารได้ฉลาดขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งคำแนะนำจากใครตลอดเวลา และสุขภาพจะดีขึ้นจากการตัดสินใจเล็กๆ ที่แม่นยำขึ้นในทุกวันค่ะทุกคน 5. เลือกอาหารตามสถานการณ์ ไม่ใช่ตามอารมณ์ การเลือกอาหารตามสถานการณ์ไม่ใช่ตามอารมณ์ คือ ทักษะด้านสุขภาพที่ช่วยให้เราบริหารพลังงานของร่างกายได้ดีขึ้นนะคะ เพราะหลายครั้งเรากินเพราะเครียด เบื่อ หรืออยากให้รางวัลตัวเอง โดยไม่ได้คำนึงว่าอาหารนั้นสอดคล้องกับกิจกรรมที่กำลังจะทำหรือไม่ ตัวอย่างเช่น หากเราต้องใช้สมอง ทำงานยาว หรือขับรถไกล อาหารที่หนัก มัน หรือหวานจัดอาจทำให้ร่างกายง่วงและสมาธิลดลง การหยุดคิดก่อนเลือกกินเพียงเล็กน้อย มีส่วนช่วยให้เราตัดสินใจได้เหมาะสมขึ้นโดยไม่ต้องงดของที่ชอบ เมื่อเราเริ่มดูบริบทเป็นหลัก เช่น เวลา สภาพอากาศ ปริมาณการเคลื่อนไหว และภาระงานในวันนั้น การกินจะกลายเป็นเครื่องมือสนับสนุนชีวิต ไม่ใช่อุปสรรค และในสังคมไทยที่อาหารเข้าถึงง่ายและสิ่งกระตุ้นทางอารมณ์มีตลอด การแยกอารมณ์ออกจากการเลือกอาหารจึงช่วยลดการกินเกินจำเป็น ทักษะนี้ไม่ใช่การควบคุมตัวเองแบบเคร่งเครียด แต่คือการรู้จักใช้เหตุผลดูแลร่างกายอย่างเป็นมิตร เมื่อเราฝึกสม่ำเสมอ สุขภาพ พลังงาน และประสิทธิภาพในการใช้ชีวิตจะดีขึ้นอย่างชัดเจนค่ะ 6. ประเมินความสดด้วยประสาทสัมผัส สี กลิ่น เนื้อสัมผัส การประเมินความสดของอาหารด้วยประสาทสัมผัส เป็นทักษะด้านสุขภาพที่เราทุกคนควรมีติดตัว แต่ไม่ค่อยถูกนำมาใช้อย่างจริงจัง ทั้งที่สี กลิ่น และเนื้อสัมผัสคือสัญญาณเตือนพื้นฐานที่ร่างกายรับรู้ได้ทันทีโดยไม่ต้องใช้เครื่องมือใดๆ ที่โดยทั่วไปแล้วอาหารที่สดควรมีสีเป็นธรรมชาติ ไม่ซีดคล้ำ ไม่ผิดเพี้ยน และไม่เงาผิดปกติ กลิ่นควรเป็นกลิ่นเฉพาะของอาหารนั้น ไม่เปรี้ยว ไม่เหม็นอับ หรือมีกลิ่นแปลกแฝง การใช้ประสาทสัมผัสเหล่านี้คือการประเมินความเสี่ยงขั้นต้นก่อนที่อาหารจะเข้าสู่ร่างกาย นอกจากสีและกลิ่นแล้ว เนื้อสัมผัสก็ให้ข้อมูลสำคัญไม่แพ้กันค่ะ อาหารสดควรมีความแน่น ยืดหยุ่น ไม่เละ ไม่เหนียวผิดปกติ หรือมีเมือกลื่นเกินควร ทักษะนี้สำคัญมากในบริบทสังคมไทยที่อาหารสดและอาหารปรุงสำเร็จพบได้ทั่วไป แต่ระบบควบคุมอาจไม่ทั่วถึง การฝึกสังเกตด้วยประสาทสัมผัสจึงช่วยให้เราตัดสินใจได้ดีขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งผู้เชี่ยวชาญ เมื่อเราทำจนเป็นนิสัย การเลือกอาหารจะปลอดภัยขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ และลดความเสี่ยงจากอาหารเสื่อมคุณภาพในชีวิตประจำวันได้จริงนะคะ 7. รู้จักตั้งคำถามกับแหล่งที่มา การรู้จักตั้งคำถามกับแหล่งที่มาของอาหาร คือ ทักษะด้านสุขภาพที่ช่วยให้เรามองเห็นความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ก่อนการตัดสินใจซื้อหรือกินค่ะ จากที่อาหารไม่ได้มีแค่รสชาติและหน้าตา แต่มีประวัติการผลิต การขนส่ง และการเก็บรักษาที่ส่งผลต่อความปลอดภัย เราควรถามตัวเองเสมอว่าอาหารนี้มาจากใคร ผลิตหรือปรุงเมื่อไร เก็บอย่างไร และผ่านมือมากี่ขั้นตอน การตั้งคำถามเหล่านี้ไม่ใช่ความยุ่งยาก แต่คือการใช้เหตุผลพื้นฐานเพื่อปกป้องสุขภาพของตัวเองและคนในครอบครัวนะคะ ในบริบทสังคมไทยที่อาหารพร้อมกินและอาหารแปรรูปมีให้เลือกมาก การไม่รู้ที่มาเท่ากับการยอมรับความเสี่ยงโดยไม่จำเป็น ทักษะการตั้งคำถามช่วยให้เราเลือกได้ว่าควรกินบ่อยหรือกินเป็นครั้งคราว แม้ไม่จำเป็นต้องรู้รายละเอียดทุกขั้นตอน แต่การรับรู้ว่าอาหารนั้นมีระบบหรือไม่มีระบบก็เพียงพอให้ตัดสินใจได้ดีขึ้น เมื่อเราฝึกคิดเช่นนี้จนเป็นนิสัย การเลือกอาหารจะไม่ใช่เรื่องดวงหรือความคุ้นเคย แต่เป็นการตัดสินใจบนข้อมูลและสติ ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาวอย่างชัดเจนค่ะ 8. เลือกให้เหมาะกับบริบทสังคมไทย การเลือกอาหารให้เหมาะกับบริบทสังคมไทย คือ ทักษะในชีวิตด้านสุขภาพที่จำเป็นค่ะ เพราะระบบการควบคุมและตรวจสอบอาหารยังไม่เข้มเท่าหลายประเทศ เนื่องจากอาหารริมทาง ร้านเล็ก ร้านชุมชน และอาหารพร้อมกินเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน การพึ่งพามาตรฐานหรือป้ายรับรองเพียงอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอ และเราจำเป็นต้องใช้ทักษะส่วนตัวในการประเมินความเสี่ยงควบคู่ไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นการสังเกตความสะอาด วิธีปรุง การจัดเก็บ และความสมเหตุสมผลของราคา ซึ่งสิ่งเหล่านี้ช่วยให้เราตัดสินใจได้ดีขึ้นในสภาพแวดล้อมจริงที่เราใช้ชีวิตอยู่นะคะ เมื่อเข้าใจบริบทนี้การเลือกอาหารจะไม่ใช่การเลียนแบบแนวทางจากต่างประเทศโดยตรง แต่เป็นการปรับใช้ให้เหมาะกับความเป็นจริงของสังคมไทย ทักษะนี้ช่วยให้เรากินได้อย่างยืดหยุ่น ไม่ตึงเครียด และไม่ประมาทเกินไป เราจะรู้ว่าอาหารบางประเภทควรกินอย่างระมัดระวัง บางช่วงเวลาควรเลือกที่ปลอดภัยเป็นหลัก การคิดเชิงบริบทเช่นนี้คือการดูแลสุขภาพเชิงรุกที่ทำได้จริง เมื่อเราฝึกจนเป็นนิสัย สุขภาพจะถูกปกป้องจากความเสี่ยงรอบตัว โดยไม่ต้องรอให้ระบบมาควบคุมแทนเราค่ะทุกคน 9. ฝึกวินัยมากกว่าความเป๊ะ การฝึกวินัยมากกว่าความเป๊ะคืออีกแนวทางด้านสุขภาพที่ทำให้การดูแลตัวเองยั่งยืนจริงในชีวิตประจำวันค่ะ เพราะหลายคนล้มเลิกการเลือกอาหารที่ดีเพราะตั้งเป้าไว้สูงเกินไป ต้องสะอาด ต้องถูกต้อง ต้องสมบูรณ์ทุกมื้อ จนกลายเป็นความเครียด ทั้งที่จริงแล้วการดูแลสุขภาพไม่จำเป็นต้องเครียด แต่ควรทำให้ได้อย่างต่อเนื่อง เช่น การเลือกอาหารให้ดีขึ้นกว่ามื้อก่อน แม้เพียงเล็กน้อย ก็คือความก้าวหน้าที่มีความหมายมากกว่าแผนที่เคร่งครัดแต่ทำไม่ได้จริงนะคะ และในบริบทของสังคมไทยที่อาหารหลากหลายและมีสิ่งล่อใจอยู่รอบตัว การยึดวินัยแบบยืดหยุ่นช่วยให้เรากลับมาเลือกได้ใหม่โดยไม่รู้สึกผิด เมื่อเรามองสุขภาพเป็นเรื่องระยะยาว การเลือกที่ดีอย่างสม่ำเสมอจะสะสมผลลัพธ์เองโดยธรรมชาติค่ะ ดังนั้นการฝึกวินัยให้กลับมาเลือกได้ทุกวัน ยังไงก็ดีกว่าคาดหวังความเป๊ะที่ทำได้เพียงช่วงสั้นๆ และนั่นคือรากฐานของสุขภาพที่ดีอย่างแท้จริงค่ะ ที่โดยสรุปแล้วการเลือกอาหารในชีวิตประจำวัน คือ ทักษะชีวิตด้านสุขภาพที่สำคัญมาก พอๆ กับทักษะอื่นในชีวิตนะคะ เพราะอย่างที่ผู้เขียนได้พูดย้ำเสมอๆ ว่า อาหารสามารถนำมาซึ่งความเจ็บป่วยในคนเราได้ โดยเฉพาะในบริบทสังคมไทยที่ระบบควบคุมยังไม่ครอบคลุมทุกจุด ซึ่งต่างจากหลายประเทศที่ผู้บริโภคสามารถเชื่อระบบได้ค่อนข้างมาก ร้านอาหารและอาหารแปรรูปจึงถูกตรวจสอบอย่างหนักก่อนถึงมือผู้บริโภคค่ะ อย่างไรก็ตามเมื่อชาวต่างชาติคนหนึ่งเข้ามาอยู่ในไทย สิ่งแรกที่เขาต้องเรียนรู้คือการเลือกอาหารด้วยตัวเอง เพราะเป็นคนละสถานการณ์กับประเทศเขา ถ้ามานั่งเปรียบเทียบว่าประเทศใครดีกว่ากัน แบบนี้ก็เอาตัวรอดยากค่ะ และจะดีกว่ามากถ้าคนไทยเราเรียนรู้เรื่องนี้ไว้เลย เพราะไม่ว่าสถานการณ์ไหนเราคนไทยก็รอด ซึ่งภาพนี้สะท้อนให้เห็นชัดว่าทักษะการเลือกอาหารไม่ใช่เรื่องเฉพาะของคนไทย แต่เป็นทักษะจำเป็นเมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่ความเสี่ยงกระจายอยู่รอบตัวเราในทุกที่บนโลกนี้ และเมื่อมองภาพใหญ่การมีทักษะด้านการเลือกอาหาร คือ การสร้างภูมิคุ้มกันให้ชีวิตในระยะยาว การตัดสินใจบนข้อมูล การสังเกต และการคิดเชิงบริบท ล้วนมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงโดยไม่ต้องใช้ความพยายามมากเกินไป หากเราฝึกตั้งแต่วันนี้ ทักษะเหล่านี้จะกลายเป็นสัญชาตญาณ ไม่ว่าจะกินข้างทาง ร้านหรู หรืออาหารพร้อมกิน เราจะรู้เองว่าอะไรควรระวัง อะไรควรกินบ่อยหรือกินเป็นครั้งคราว สุขภาพจึงไม่ได้ขึ้นกับโชค แต่ขึ้นกับการตัดสินใจซ้ำๆ ที่เราควบคุมได้ค่ะ โดยในทางปฏิบัติการเรียนรู้เรื่องนี้ตั้งแต่ตอนนี้มีประโยชน์มากกว่าที่คิดนะคะ เพราะเป็นเกราะป้องกันด้านสุขภาพที่ติดตัวเราไปทุกที่ ไม่ต้องรอให้ป่วย ไม่ต้องรอระบบมาช่วย เมื่อเราฝึกเลือกอย่างมีสติ การกินจะไม่ใช่เรื่องเสี่ยงที่ต้องลุ้นทุกมื้อ แต่เป็นการดูแลตัวเองเชิงรุกที่ทำได้จริงในชีวิตประจำวัน และเมื่อทักษะนี้แข็งแรงพอ เราจะใช้ชีวิตในสังคมไทยได้อย่างมั่นใจ ปลอดภัย และยั่งยืนมากขึ้นคะทุกคน เพราะโดยส่วนตัวผู้เขียนเองก็ทำ ต่อให้เป็นร้านเดิมที่เคยมอว่าเขาทำสะอาดแล้วก็ตาม ดูทุกครั้ง ดูตลอดค่ะ ไปตลาดก็ดู ต่อให้เป็นร้านคนที่รู้จักก็ตาม ยังเลือกของสดใหม่ ถูกสุขลักษณะ ต่อให้ไปซุกเปอร์มาร์เก็ตก็ยังต้องเลือกต้องสังเกตดีๆ ค่ะ เพราะอาหารคือสิ่งแวดล้อมอย่างหนึ่งเป็นสื่อของโรคได้ จึงอยากเชิญชวนคนไทยทุกคนหันมาเรียนรู้เรื่องการเลือกอาหารอย่างจริงจัง เพราะบริบทของประเทศไทยคนกินต้องอ่านสถานการณ์อาหารให้ออกด้วยตัวเองค่ะ #การเลือกซื้ออาหาร #สุขาภิบาลอาหาร #ความปลอดภัยของอาหาร #วิธีส่งเสริมสุขภาพ #การป้องกันโรค เครดิตรูปภาพประกอบบทความ รูปภาพทำหน้าปก ถ่ายภาพโดย Jcomp จาก FREEPIK และออกแบบหน้าปกโดยผู้เขียน ใน Canva รูปภาพประกอบเนื้อหา ถ่ายภาพโดยผู้เขียน เกี่ยวกับผู้เขียน ภัคฒ์ชาลิสา จำปามูล จบการศึกษา: พยาบาลศาสตรบัณฑิต จากวิทยาลัยพยาบาลศรีมหาสารคาม กระทรวงสาธารณสุข และสาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต (อนามัยสิ่งแวดล้อม) จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น มีความสนใจและประสบการณ์เกี่ยวกับ: สุขภาพ จิตวิทยาเชิงบวก การบำบัดน้ำเสียและกำจัดสิ่งปฏิกูล 9 ทริครักษาคุณค่าทางอาหาร ในผักและผลไม้ ตามธรรมชาติที่มีอยู่ 9 ความไม่ปลอดภัยในอาหาร ที่พบได้บ่อย และนำความเจ็บป่วยมาให้ 9 วิธีเลือกผักผลไม้ปลอดสารพิษ ในตลาดสด ทำยังไงดี ดูอะไรบ้าง หิวใช่ไหม อยากหาของกินอร่อย ๆ ใช่หรือเปล่า ส่องร้านเด็ดร้านดังได้ที่ App TrueID โหลดฟรี !