มะม่วงที่บ้านใครเริ่มออกผลออกดอกกันแล้วบ้างครับ ต้นบริเวณบ้านของผมบางต้นก็ออกผลใหญ่กันแล้ว บางต้นก็ยังเป็นลูกสีเขียวเล็ก ๆ อยู่เลย ผลไม้รูปร่างคล้ายหยดน้ำขนาดไหนที่สามารถรับประทานได้ทั้งแบบดิบและสุก ผลไม้อันเป็นจุดเริ่มต้นของอาหารหวานขึ้นชื่อประจำประเทศไทยอย่างข้าวเหนียวมะม่วง หรือว่าจะนำไปจิ้มน้ำจิ้มอย่างเดียวก็อร่อยได้แล้ว ในบทความนี้ ผมจะมาแชร์วิธีการเก็บมะม่วงให้มีสีเหลืองสวยทั่วทั้งลูกเองครับ บอกเลยว่าเป็นวิธีที่ง่าย ใช้อุปกรณ์ไม่เยอะมาก ไม่ว่าใคร ๆ ก็สามารถทำตามกันได้แน่นอน แต่ก่อนที่จะข้ามไปขั้นตอนเก็บ การที่จะทำให้มะม่วงมีสีเหลืองทั้งลูกนั้นควรใส่ใจตั้งใจช่วงที่มันกำลังออกผลใหม่ ๆ 1) ห่อมะม่วงบนต้นด้วยกระดาษ การห่อมะม่วงตั้งแต่ตอนที่มันยังอยู่บนต้นเป็นการป้องกันแมลงวันทองได้เป็นอย่างดี มันจะช่วยป้องกันไม่ให้แม่แมลงวันเข้าไปไข่ในมะม่วงได้ วิธีนี้ก็สามารถนำไปใช้กับมะยงชิดที่ประสบปัญหาการรุกรานของแมลงวันทองได้เหมือนกันครับ นอกจากนั้นยังช่วยให้เกิดรอยดำบนเปลือกมะม่วงน้อยลงด้วย เพียงแค่คุณนำกระดาษเอสี่หรือกระดาษหนังสือพิมพ์รีไซเคิลมาพับให้มีรูปร่างเหมือนถุง คือให้มีด้านปิดสามด้าน ด้านเปิดหนึ่งด้านไว้ตอนครอบมะม่วงจากด้านล่าง ให้ด้านเปิดตรงนั้นสามารถครอบก้านมะม่วงได้แล้วจึงใช้เทปปิดด้านนั้นอีกที 2) เก็บมะม่วงมาบ่มไว้ในกล่องทึบ พอผลมะม่วงเริ่มใหญ่ขึ้น มีแววว่ามันกำลังจะสุก ให้คุณเอามันลงจากต้น เตรียมกล่องกระดาษหนึ่งใบ ภายในให้ใส่ผ้ารองก้นกล่องเพื่อไม่ให้มะม่วงที่สุกแล้วต้องช้ำจากการถูกเบียดให้ติดพื้นมากเกินไป จากนั้นจึงเรียงมะม่วงให้เป็นระเบียบ (สามารถเอามะม่วงเรียงซ้อนกันได้ อย่าเรียงเกินสามชั้นก็พอครับ) ยิ่งถ้าคุณยังมีกระดาษห่อมะม่วงจากขั้นที่ 1 ก็เอากระดาษนั้นมาห่อมะม่วงแยกเป็นผลเดี่ยว ๆ ต่อได้เลย การเก็บมะม่วงออกมาก่อนที่มันจะสุกคาต้น จะช่วยป้องกันเหตุไม่คาดฝัน เช่น มะม่วงสุกหล่นจากต้นเพราะลมพัดแรงหรือว่าลูกมะม่วงหนักจนเกินไป หากลูกมะม่วงหล่นจากต้นมาจริง ๆ ผิวของมันคงจะไม่สวยแล้วล่ะครับ 3) หมั่นเช็คดูมะม่วงที่สุก มะม่วงที่สุกแล้วมีโอกาสเน่าเสียตามธรรมชาติได้ไว ยิ่งกับสภาพอากาศร้อนของประเทศไทยแล้วการปล่อยมันไว้ในอุณหภูมิห้องก็ยิ่งเน่าง่าย (ภายใน 1-2 วัน) คุณจะนำเอามะม่วงไปแปรรูปหรือทานเลยก็ได้ แต่หากมีมะม่วงสุกติดกันหลายลูก ทานไม่ไหวจริง ๆ ก็ใช้กระดาษห่อมะม่วงแล้วเก็บเข้าตู้เย็น (อาจอยู่ได้ถึงหนึ่งสัปดาห์) อย่างไรก็ตาม มะม่วงที่สุกเองตามธรรมชาติไม่มีทางที่จะเป็นสีเหลืองเฉดเดียวกันได้ 100% อยู่แล้ว ทว่าด้วยวิธีที่ผมแนะนำมานั้น ยืนยันว่ามันจะมีรอยดำน้อยแน่นอน เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยอื่น ๆ Q1 : จะแยกรอยดำตามธรรมชาติจากรอยดำของมะม่วงเน่าอย่างไร ? A1 : รอยดำตามธรรมชาติบนเปลือกมะม่วงจะไม่ส่งผลต่อเนื้อสัมผัสของมะม่วงภายใน พอเอามือไปกดตรงรอยนั้นเบา ๆ เนื้อมะม่วงจะไม่บุ๋ม สามารถรับประทานได้ตามปกติ ส่วนรอยดำที่มาจากมะม่วงเน่า เมื่อกดไปแล้วจะรู้สึกได้ทันทีว่าเนื้อของมันเหลว ไม่ควรนำมารับประทานแล้วนะครับ Q2 : ปอกมะม่วงสุกอย่างไรไม่ให้ดำ ? A2 : เล็กอุปกรณ์ปอกเปลือกที่คม ๆ หลังจากปอกได้แล้วก็ให้นำไปแช่น้ำเกลือ จากนั้นค่อยเอาออกมาใส่ภาชนะ เพียงเท่านี้คุณก็จะได้มะม่วงสุกที่ไม่เปลี่ยนเป็นสีคล้ำแล้ว จะทิ้งไว้ในตู้เย็นข้ามคืนก็ย่อมได้ (วิธีเดียวกับการป้องกันไม่ให้แอปเปิลที่ปอกอยู่เปลี่ยนเป็นสีดำ) Q3 : มีมะม่วงสุกเยอะ สามารถนำไปทำอะไรได้บ้าง ? A3 : มะม่วงที่สุกงอมสามารถนำมาเคี่ยวเพื่อทำแยม เอาเนื้อมะม่วงมาผสมกับผงวุ้นทำเป็นวุ้นแฟนซี กวนแล้วเอาตากแดดเป็นมะม่วงแผ่น ใส่ช่องแช่แข็งแล้วปั่นเป็นสมูทตี้ หรือว่าจะเอาไปแช่เย็นอีกครั้งเพื่อทำซอร์เบทก็ได้ ที่ห้ามพลาดเลยคือการเอามะม่วงสุกมาปอกกินแบบไม่แปรรูป ไม่ก็ทานเป็นข้าวเหนียวมะม่วงครับ หวังว่าบทความนี้จะสามารถให้ความรู้และให้ไอเดียการนำมะม่วงสุกไปแปรรูปไม่มากก็น้อย หากผมให้ข้อมูลผิดพลาดประการใดต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ และถ้าผู้อ่านท่านใดมีวิธีเก็บมะม่วงวิธีอื่นก็มาแบ่งปันกันได้ในช่องคอมเมนต์ ก่อนจะจบบทความนี้ ผมขอฝากเมนูข้าวเหนียวมะม่วงราดน้ำกะทิที่ผมทำเองให้ผู้อ่านได้ยลโฉมกัน แล้วพบกันใหม่ในบทความถัดไป ขอบคุณผู้อ่านทุกท่านที่เข้ามาชมบทความนี้ สวัสดีครับ เครดิตรูปภาพ ภาพปกและภาพประกอบทั้งหมด ถ่ายโดยผู้เขียน หิวใช่ไหม อยากหาของกินอร่อย ๆ ใช่หรือเปล่า ส่องร้านเด็ดร้านดังได้ที่ App TrueID โหลดฟรี !