สุขุมวิท 39 เป็นหนึ่งในย่านที่กลิ่นอายความเป็นญี่ปุ่นฝังตัวอยู่ในชีวิตประจำวันอย่างเป็นธรรมชาติ ตั้งแต่ร้านอาหาร ซูเปอร์มาร์เก็ต ไปจนถึงร้านเฉพาะทางที่รองรับทั้งคนไทยและชุมชนชาวญี่ปุ่นในกรุงเทพฯ และหากกำลังมองหาร้านที่สะท้อนภาพของ “อาหารญี่ปุ่นในชีวิตประจำวัน” ได้อย่างชัดเจน Mogu Mogu Bento คือหนึ่งในร้านที่น่าสนใจ เพราะที่นี่ไม่ได้ขายความหรูหราหรือประสบการณ์แบบ Fine Dining แต่เลือกนำเสนอความเรียบง่ายของเบนโตะ ข้าว ปลา ของทอด และอาหารญี่ปุ่นแบบโฮมเมดที่สามารถแวะมากินได้ทุกเวลา เสน่ห์เริ่มต้นตั้งแต่ชื่อ “Mogu Mogu” ซึ่งเป็นคำเลียนเสียงในภาษาญี่ปุ่นที่สื่อถึงการเคี้ยวอาหารอย่างเอร็ดอร่อย ชื่อที่ฟังดูสนุกและเป็นกันเองนี้เข้ากับตัวตนของร้านได้อย่างพอดี เพราะสิ่งที่ Mogu Mogu ต้องการมอบให้ไม่ใช่มื้ออาหารที่เต็มไปด้วยพิธีการ แต่คือความสุขง่าย ๆ จากอาหารหนึ่งมื้อที่กินแล้วรู้สึกอิ่ม อุ่นใจ และสามารถกลับมากินซ้ำได้เรื่อย ๆ เมื่อเดินมาถึงหน้าร้าน ภาพของป้ายสีขาวขอบแดงพร้อมตัวอักษรญี่ปุ่นสีเหลืองและแดงขนาดใหญ่ทำให้บรรยากาศแตกต่างจากร้านอาหารญี่ปุ่นสมัยใหม่ที่มักเลือกใช้การออกแบบเรียบหรูอย่างชัดเจน ด้านล่างมีคำว่า Mogu Mogu Bento กำกับไว้อย่างตรงไปตรงมา ข้างกันคือ Kome Kome Club ซึ่งเน้นข้าวปั้นญี่ปุ่นหรือ Onigiri ทำให้บริเวณนี้มีบรรยากาศคล้ายร้านอาหารเล็ก ๆ ในย่านพักอาศัยของญี่ปุ่นมากกว่าร้านที่ถูกออกแบบขึ้นมาเพื่อเป็นจุดเช็กอินโดยเฉพาะ ความเรียบง่ายเช่นนี้กลับกลายเป็นเสน่ห์ เพราะเพียงมองจากหน้าร้านก็พอจะรู้แล้วว่าจุดประสงค์หลักของที่นี่คือการเสิร์ฟอาหารสำหรับคนที่อยาก “กินจริง ๆ” Mogu Mogu Bento ตั้งอยู่ที่ 12/21 ซอยสุขุมวิท 39 หรือซอยพร้อมมิตร แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110 อยู่ไม่ไกลจาก BTS พร้อมพงษ์ โดยใช้เวลาเดินประมาณ 10 นาที จุดเด่นที่ทำให้ร้านแตกต่างจากร้านอาหารญี่ปุ่นทั่วไปอย่างมากคือการ เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน หมายความว่าไม่ว่าจะเป็นมื้อเช้า กลางวัน เย็น หรือมื้อดึก ก็สามารถแวะมาหาอาหารญี่ปุ่นรับประทานได้ จึงเหมาะอย่างยิ่งกับวิถีชีวิตของกรุงเทพฯ ที่เวลาของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บรรยากาศภายในยังคงรักษาความเป็นร้านอาหารแบบ Casual Japanese Dining เอาไว้อย่างชัดเจน ไม่ได้มีการตกแต่งที่พยายามดึงความสนใจออกจากอาหารมากเกินไป พื้นที่ของร้านแบ่งออกเป็นสองชั้น โดยชั้นล่างเหมาะกับการเข้ามารับประทานอาหารแบบง่าย ๆ รวมถึงคนที่มาคนเดียว ส่วนชั้นบนสามารถรองรับลูกค้าที่มาเป็นกลุ่มได้มากขึ้น ความรู้สึกโดยรวมจึงคล้ายร้านประจำย่านที่สามารถเดินเข้ามา นั่งลง เปิดเมนูแล้วเลือกอาหารที่อยากกินได้ทันทีโดยไม่จำเป็นต้องรอโอกาสพิเศษ หัวใจของร้านย่อมเป็น Bento หรือเบนโตะญี่ปุ่น ซึ่งแนวคิดของอาหารประเภทนี้น่าสนใจกว่าการเป็นเพียง “ข้าวกล่อง” เพราะเบนโตะสะท้อนวัฒนธรรมการจัดมื้ออาหารให้มีองค์ประกอบหลายอย่างอยู่ร่วมกันในพื้นที่จำกัด ทั้งข้าว โปรตีน ผัก และเครื่องเคียง ทำให้หนึ่งกล่องสามารถสร้างรสชาติและสัมผัสที่หลากหลายได้ การกินจึงไม่จำเจแม้ทุกอย่างจะถูกจัดรวมอยู่ในมื้อเดียว เมนูของ Mogu Mogu มีให้เลือกค่อนข้างกว้าง ตั้งแต่ Makunouchi Bento, Saba Shio Yaki Bento, Salmon Saikyo Yaki Bento, Chicken Nanban Bento, Tonkatsu, Ebi Fried Bento ไปจนถึง Gyu Yakiniku Bento จึงตอบโจทย์ทั้งคนที่ชอบปลา เนื้อ ของทอด หรืออาหารญี่ปุ่นแบบคลาสสิก และนี่เป็นอีกเหตุผลที่ทำให้ร้านสามารถกลับมากินได้หลายครั้ง เพราะแต่ละครั้งสามารถเลือกประสบการณ์ที่แตกต่างกันออกไปโดยไม่ต้องออกจากคอนเซปต์อาหารญี่ปุ่นแบบ Comfort Food สำหรับคนที่ชอบอาหารรสเรียบง่าย Saba Shio Yaki Bento หรือเบนโตะปลาซาบะย่างเกลือเป็นตัวอย่างที่สะท้อนแนวคิดอาหารญี่ปุ่นได้ดี ความน่าสนใจไม่ได้เกิดจากการใช้ซอสจำนวนมาก แต่เกิดจากรสของวัตถุดิบ ความมันของปลา และรสเค็มที่เข้ามาช่วยชูรส เมื่อรับประทานกับข้าวและเครื่องเคียงก็กลายเป็นมื้อที่ดูธรรมดาแต่มีความสมดุล ขณะที่ Salmon Saikyo Yaki ให้บุคลิกอีกแบบจากการปรุงสไตล์ Saikyo ซึ่งเพิ่มมิติของรสชาติให้กับปลาโดยยังคงรักษาคาแรกเตอร์ของวัตถุดิบหลักเอาไว้ สายของทอดก็มีตัวเลือกที่คุ้นเคยอย่าง Tonkatsu, Ebi Fried และ Chicken Nanban โดยเฉพาะ Chicken Nanban ที่เป็นอาหารญี่ปุ่นสไตล์โยโชกุซึ่งให้ทั้งความกรอบ ความเข้มข้น และความกลมกล่อม เหมาะสำหรับคนที่ต้องการมื้อที่อิ่มมากขึ้น ส่วนใครที่อยากสัมผัสความหลากหลายในกล่องเดียว Makunouchi Bento ก็เป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะเสน่ห์ของ Makunouchi อยู่ที่การรวมอาหารและเครื่องเคียงหลายชนิดเข้าด้วยกัน ทำให้ได้สัมผัสรสชาติหลายรูปแบบภายในมื้อเดียว อย่างไรก็ตาม การมาที่ Mogu Mogu ไม่ได้หมายความว่าจะต้องกินเบนโตะเท่านั้น เพราะเมนูของร้านยังขยายไปสู่อาหารญี่ปุ่นประเภทอื่นอีกมาก ตั้งแต่ Japanese Curry ที่มีทั้งหมู ไก่ กุ้ง และแกงกะหรี่หมูทอด ไปจนถึง Rice Bowl หรือข้าวหน้าต่าง ๆ เช่น Katsudon, Chashu Don และ Ebi Tendon รวมถึงเมนูเส้นอย่าง Udon, Soba และ Ramen ทำให้คนที่มาด้วยกันสามารถเลือกอาหารตามความชอบของตัวเองได้ค่อนข้างอิสระ ความรู้สึกของการมารับประทานอาหารที่นี่จึงแตกต่างจากร้านที่มี Signature Dish เพียงไม่กี่รายการแล้วต้องตั้งใจมาลองให้ได้ เพราะ Mogu Mogu มีเสน่ห์แบบร้านที่เราสามารถเปิดเมนูแล้วถามตัวเองง่าย ๆ ว่า “วันนี้อยากกินอะไร?” ถ้าอยากกินปลา ก็มีปลา ถ้าอยากกินของทอดก็มี Tonkatsu หรือ Chicken Nanban ถ้าอยากกินอะไรอุ่น ๆ ก็เลือกแกงกะหรี่หรือเมนูเส้นได้ ความหลากหลายนี้ทำให้ร้านทำหน้าที่เป็นร้านอาหารประจำวันได้มากกว่าร้านสำหรับโอกาสพิเศษ อีกส่วนหนึ่งที่ช่วยเติมเต็มคาแรกเตอร์ของสถานที่คือ Kome Kome Club ที่อยู่คู่กันและโดดเด่นเรื่อง Onigiri หรือข้าวปั้นญี่ปุ่น วัฒนธรรมข้าวปั้นถือเป็นอีกหนึ่งภาพแทนของอาหารญี่ปุ่นในชีวิตประจำวันได้อย่างดี เพราะเป็นอาหารที่เรียบง่าย พกพาสะดวก และสามารถรับประทานได้แทบทุกช่วงเวลา เมื่ออยู่ร่วมกับร้านเบนโตะจึงยิ่งทำให้พื้นที่แห่งนี้สะท้อนภาพของ Everyday Japanese Food ได้ครบถ้วนขึ้น ความน่าสนใจอีกอย่างคือร้านไม่ได้มองข้ามลูกค้าที่มาเป็นครอบครัว เพราะยังมีเมนูสำหรับเด็ก เช่น Kid's Hamburg, Kid's Curry, Kid's Fried Chicken และ Kid's Rice Omelet ขณะที่เมนูข้างเคียงก็มีของกินเล่นและอาหารญี่ปุ่นคุ้นเคยอย่าง Gyoza, Takoyaki และเมนูอื่น ๆ สำหรับแบ่งกันกินบนโต๊ะ ความหลากหลายเช่นนี้ทำให้ร้านไม่ได้จำกัดตัวเองอยู่เฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่ถ้าต้องเลือกหนึ่งคุณสมบัติที่ทำให้ Mogu Mogu น่าจดจำเป็นพิเศษ คงหนีไม่พ้นเรื่อง การเปิดตลอด 24 ชั่วโมง เพราะร้านอาหารญี่ปุ่นที่มีเมนูค่อนข้างจริงจังและสามารถเข้าไปนั่งรับประทานได้ตลอดวันเช่นนี้ไม่ได้พบได้ทุกที่ การเปิดตลอดทั้งวันทำให้ร้านมีความสัมพันธ์กับลูกค้าในรูปแบบที่แตกต่างออกไป สำหรับบางคนอาจเป็นมื้อกลางวันธรรมดา สำหรับบางคนอาจเป็นอาหารหลังเลิกงานตอนเที่ยงคืน ขณะที่บางคนอาจกำลังมองหาอาหารอุ่น ๆ ในช่วงเช้ามืด ความต้องการต่างกัน แต่สามารถมาจบที่โต๊ะเดียวกันได้ นี่คือจุดที่ทำให้ผมรู้สึกว่า Mogu Mogu มีความเป็นญี่ปุ่นในอีกความหมายหนึ่ง เพราะอาหารญี่ปุ่นไม่ได้มีเพียงซูชิ โอมากาเสะ หรืออาหารระดับพรีเมียมที่ต้องจองล่วงหน้าเท่านั้น ในชีวิตประจำวันยังมีข้าวหนึ่งชาม ปลาย่างหนึ่งชิ้น ของทอด ซุป และเครื่องเคียงง่าย ๆ ที่เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตผู้คน และบางครั้งอาหารประเภทนี้ต่างหากที่ทำให้เราเข้าใจวัฒนธรรมการกินของประเทศหนึ่งได้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น Mogu Mogu Bento จึงไม่จำเป็นต้องพยายามเป็นร้านอาหารญี่ปุ่นที่หวือหวาที่สุดในสุขุมวิท เพราะตัวตนของร้านอยู่ที่ความ เรียบง่าย เข้าถึงง่าย และกินได้จริงในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่หน้าร้านที่มีบรรยากาศเป็นกันเอง เมนูที่มีให้เลือกหลากหลาย ไปจนถึงเวลาเปิดบริการที่พร้อมรองรับคนแทบทุกไลฟ์สไตล์ ทั้งหมดทำให้ร้านมีเสน่ห์ในแบบของตัวเอง หากเดินทางด้วย BTS สามารถลงที่ สถานีพร้อมพงษ์ แล้วเดินเข้าสู่ซอยสุขุมวิท 39 ประมาณ 10 นาที ร้านตั้งอยู่ที่ 12/21 ซอยสุขุมวิท 39 เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110 เปิดบริการ 24 ชั่วโมงทุกวัน และสามารถติดต่อร้านได้ที่หมายเลข 02-663-6681 ใครที่นำรถส่วนตัวมาอาจต้องเผื่อเวลาเรื่องพื้นที่จอดรถ เนื่องจากบริเวณสุขุมวิท 39 มีพื้นที่ค่อนข้างจำกัด สุดท้ายแล้ว การมาที่ Mogu Mogu Bento อาจไม่ได้เป็นประสบการณ์ที่ต้องแต่งตัวสวยหรือเตรียมตัวล่วงหน้า แต่กลับเป็นร้านที่ชวนให้คิดถึงความสุขพื้นฐานที่สุดของการกินอาหาร นั่นคือการได้เลือกสิ่งที่อยากกิน นั่งลงอย่างสบาย ๆ แล้วใช้เวลากับอาหารตรงหน้า เบนโตะหนึ่งกล่องอาจดูธรรมดา แต่เมื่อมีข้าวร้อน ๆ ปลา เนื้อ หรือของทอดที่ชอบ พร้อมเครื่องเคียงเล็ก ๆ อยู่ข้างกัน ความธรรมดานั้นก็สามารถกลายเป็นมื้อที่น่าจดจำได้เช่นกัน และนี่อาจเป็นเสน่ห์ที่แท้จริงของ Mogu Mogu Bento — ร้านอาหารญี่ปุ่นที่ไม่ได้พยายามพาเราไปสัมผัสญี่ปุ่นผ่านความหรูหรา แต่เลือกเล่าเรื่องญี่ปุ่นผ่านอาหารหนึ่งมื้อที่เรียบง่าย เป็นกันเอง และพร้อมต้อนรับเราได้ตลอด 24 ชั่วโมง ครับ #รูปภาพทั้งหมดเป็นของผู้เขียน หิวใช่ไหม อยากหาของกินอร่อย ๆ ใช่หรือเปล่า ส่องร้านเด็ดร้านดังได้ที่ App TrueID โหลดฟรี !