ขนมไทย อยู่คู่กับคนไทยมายาวนานหลายยุคหลายสมัยตั้งแต่ในสมัยสุโขทัย โดยมีหลักฐานปรากฏอยู่ในวรรณคดีมรดกสุโขทัย เรื่องไตรภูมิพระร่วง ทั้งยังเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในขนบธรรมเนียมประเพณีต่างๆ อีกด้วย การแผ่ขยายความนิยมของสารพัดขนมไทยจากงานพิถีพิถันและประณีตแบบฉบับชาววังออกมาสู่ชาวบ้าน แล้วก็ได้ถ่ายทอดต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่นจนถึงทุกวันนี้ หนึ่งในขนมไทยโบราณที่เราจะมาตามหาเส้นทางข้ามเวลาในครั้งนี้ก็คือ ขนมครก นั่นเอง จากข้อความในจดหมายเหตุบางฉบับกล่าวถึง ย่านป่าขนม หรือตลาดขนม ที่แห่งนี้เองที่ทำให้เกิดหลักฐานของขนมครกขึ้น มีทั้งเตาที่ปั้นด้วยดินและหลักฐานจากลายลักษณ์อักษรในหนังสือ คำให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรม เอกสารจากหลวง โดยเนื้อมีความตอนหนึ่งที่กล่าวถึงเตาขนมครกว่า "...บ้านม่อปั้นม่อเข้าม่อแกงใหญ่เลก แลกระทะเตาขนมครก ขนมเบื้อง เตาไฟตะเกียง ใต้ตะคันเชิงไฟ พานภู่มสีผึ้งถวายพระเข้าวษา บาตร์ดินกะโถนดิน..." ซึ่งจากหลักฐานที่พบนั้นสันนิษฐานว่า ที่ย่านป่าขนมนี้เองที่มีชาวบ้านมาตั้งร้านขายขนมโบราณสารพัดชนิด และบางฉบับก็กล่าวถึง บ้านหม้อ ที่มีการปั้นหม้อ กระทะขนมเบื้อง รวมถึงเตาและรังขนมครก ว่ากันว่า ขนม นั้นเพี้ยนมาจากคำว่า เข้าหนม ซึ่งคำว่า หนม แปลว่าหวาน หรือไม่เช่นนั้นคำว่า เข้า ก็เป็นเพียงการเขียนแบบโบราณเท่านั้น และปัจจุบันจึงได้เปลี่ยนเป็น ข้าว ดังนั้น ข้าวหนม ก็หมายถึงข้าวที่นำมานวดเพื่อจะทำเป็นของหวาน ตำนานเรื่องเล่าของขนมครกยังมีอีกหนึ่งเรื่องด้วยกัน เล่ากันว่าชื่อดั้งเดิมของขนมนี้คือ ขนมคนรักกัน เกิดจากตำนานความรักของชายหญิงคู่หนึ่ง ชื่อกะทิกับแป้ง ฝ่ายชายฐานะยากจนกว่าฝ่ายหญิง ความรักของเขาและเธอจึงถูกกีดดัน โดยผู้ใหญ่ฝ่ายหญิงพยายามจะจับลูกแยกจากฝ่ายชาย ด้วยการให้ลูกสาวแต่งงาน และวางแผนและกับดักเอาไว้ด้วยคิดว่าฝ่ายชายต้องมาพังงานแต่งลูกสาวเป็นแน่ แต่แล้วแผนการทั้งหมดก็ถูกลูกสาวมาได้ยินเข้าจึงนำความไปบอกคนรักของตน จากนั้นทั้งคู่จึงคิดจะพากันหนีไปในคืนนี้ ด้วยความมืดฝ่ายหญิงก็ดันวิ่งไปตกหลุมพรางที่พ่อเธอขุดเอาไว้ เมื่อฝ่ายชายวิ่งตามมาก็เห็นว่าคนรักของเขาตกลงไปในหลุมแล้ว จึงรีบกระโดดลงไปช่วย โดยที่ไม่รู้เลยว่าพ่อของฝ่ายหญิงนั้นส่งคนมาแอบซุ่มดูอยู่ และสั่งไว้ว่าถ้าเห็นว่าฝ่ายชายตกลงไปในหลุมแล้วก็ให้ใช้ดินฝังกลบทันที ลูกน้องทุกคนเลยรีบนำดินไปฝังกลบโดยไม่ทันได้เอะใจว่าลูกสาวของเจ้านายก็ตกลงไปในหลุมนั้นด้วย เลยทำให้ทั้งคู่เสียชีวิตไปพร้อมกัน เช้ามาพ่อกำนันก็สั่งให้คนไปขุดหลุมดู จึงพบว่าลูกสาวของตนได้ตายไปพร้อมกับชายคนรักของเธอแล้ว จากนั้นจึงได้สร้างเจดีย์ขึ้นครอบหลุมพรางนั้นเอาไว้ ต่อมาผู้คนที่นับถือในความรักของทั้งคู่ จึงได้พากันทำขนมที่มีส่วนผสมของแป้งและกะทิ โดยวิธีการทำก็คือนำมาหยอดลงในเบ้าหลุม และมีฝาที่เป็นเหมือนทรงเจดีย์ครอบไว้ พอขนมสุกแล้วก็ใช้ช้อนแคะขึ้นมาวางประกบคู่กัน แล้วก็นำขนมนี้ไปเส้นไหว้ที่เจดีย์ พร้อมทั้งตั้งชื่อขนมนี้ว่า ขนมคนรักกัน และภายหลังจึงได้ย่อให้สั้นลงเหลือเป็นคำว่าครกจึงกลายเป็นชื่อขนมครก - ขนมครกของชาวพม่า เรียกว่า โมกหลีนมะย้า (Mont Lin Mayar) แปลว่า ขนมผัวเมีย สิ่งที่แตกต่างจากขนมครกไทยเราก็คือหลังจากแคะออกมาประกบคู่กันแล้ว จะมีการโรยน้ำตาลทรายแดงและงาขาวคั่วก่อนทานด้วย - ขนมครกของชาวลาว เรียกว่า ขนมคก (Khao Nom Kok, Lao Coconut Cakes) มีส่วนผสมเพียงแป้งกะทิน้ำตาลและเกลือ - ขนมครกของชาวอินโดนีเซีย เรียกว่า เซอราบี (Serabi) ทำในกระทะใบเล็กๆ และจะเสิร์ฟขนมคู่กับน้ำเชื่อมมะพร้าว - ขนมครกของชาวมอญ เรียกว่า ขนมครกนางละคร ที่เรียกนางละครเพราะคนมอญเป็นคนพลัดถิ่น ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งเหมือนชาวคณะละครเร่ และขนมครกก็แตกต่างจากไทยด้วยวิธีการทำ ที่นำข้าวสารมาแช่น้ำมะลิแล้วเกลี่ยลงเบ้าขนมครก รอให้ข้าวสุกกรอบแล้วจึงตักขึ้นใส่มะพร้าวขูดโรยด้วยน้ำตาลทรายและงาดำก็ก่อนทาน ปัจจุบันนี้ถือเป็นยุคสมัยแห่งความสร้างสรรค์ ไอเดียที่แปลกใหม่สามารถจะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ดังที่ได้เห็นกันไปบ้างแล้ว เช่น การเพิ่มหน้าต่างๆ ให้กับขนมครกเพื่อเพิ่มสีสันและรสชาติที่แปลกใหม่ไม่ซ้ำเดิม และขนมครกแบบไทยเดิมนี้ยังสามารถรังสรรค์ต่อยอดกันไปได้อีกมากนัก ถึงแม้จะเพิ่มหน้าเพิ่มสีสันกันไปอีกมากเท่าไร แต่ทุกรสชาติก็สามารถผสมผสานเข้ากันได้อย่างลงตัวเลยทีเดียว ขอบคุณภาพปกบทความจาก Freepik และภาพประกอบบทความ ภาพที่ 1 / ภาพที่ 2 / ภาพที่ 3 / ภาพที่ 4 / ภาพที่ 5 / ภาพที่ 6