9 ทริคเก็บรักษาอาหาร ในช่วงไฟฟ้าดับ ทำอย่างไรดี ให้ปลอดภัย อ่านเลย! เขียนโดย ภัคฒ์ชาลิสา จำปามูล ไฟฟ้าดับอาจดูเหมือนเป็นปัญหาชั่วคราว แต่แท้จริงแล้วกลับสร้างความเสี่ยงด้านสุขาภิบาลอาหารอย่างมากค่ะ เพราะเมื่อไม่มีไฟฟ้า ตู้เย็นและตู้แช่แข็งไม่สามารถรักษาอุณหภูมิที่เหมาะสมได้ อาหารสดและอาหารที่ปรุงแล้วจึงบูดเสียเร็วกว่าปกติ ส่งผลให้จุลินทรีย์เจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว หากเผลอนำมารับประทานอาจทำให้เกิดปัญหาด้านสุขอนามัยอื่นได้ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่อ่อนไหวต่อการปนเปื้อนมากกว่าคนทั่วไป ดังนั้นการจัดการอาหารช่วงไฟฟ้าดับ จึงไม่ใช่แค่การรักษาของกินให้อยู่ได้นานขึ้น แต่ยังเป็นการป้องกันความเสี่ยงต่อสุขอนามัยของทุกคนในครอบครัวด้วยค่ะ ซึ่งมีหลักการหลายข้อสำคัญๆ ที่จำเป็นต้องรู้นะคะ ซึ่งเคล็ดลับต่างๆ ที่ผู้เขียนจะได้บอกต่อไว้นั้น ล้วนมีส่วนช่วยลดการสูญเสียและสร้างความมั่นใจได้ว่า แม้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน เราก็ยังสามารถบริโภคอาหารที่ปลอดภัย มีคุณภาพ และเพียงพอต่อความต้องการในชีวิตประจำวันได้ และต่อไปนี้คือการบริหารจัดการอาหารในทุกครั้งที่เกิดไฟฟ้าดับค่ะ 1. จัดลำดับความสำคัญของอาหาร ในช่วงไฟฟ้าดับสิ่งสำคัญ คือ การเลือกใช้อาหารที่เสียง่ายก่อน เช่น เนื้อสด อาหารทะเล นมสด หรืออาหารที่มีส่วนผสมของกะทิและครีมค่ะ เนื่องจากอาหารเหล่านี้ต้องพึ่งพาความเย็นตลอดเวลาเพื่อคงคุณภาพ หากปล่อยไว้โดยไม่มีตู้เย็นจะเริ่มมีกลิ่นเหม็น บูดเสีย และเกิดเชื้อจุลินทรีย์ที่อันตรายต่อร่างกายได้ง่ายนะคะ แต่การนำอาหารเหล่านี้มาปรุงและบริโภคทันทีจึงช่วยลดความเสี่ยง และยังทำให้ไม่ต้องทิ้งอาหารที่ยังมีคุณค่าไปอย่างน่าเสียดายอีกด้วยค่ะ ในขณะเดียวกันควรเก็บอาหารที่ทนทานกว่าไว้ใช้ภายหลัง เช่น ไข่สด ผักหัวอย่างมันฝรั่ง แครอท หรือหัวหอม รวมถึงผลไม้เปลือกหนาและอาหารกระป๋องที่เก็บไว้ได้โดยไม่ต้องพึ่งความเย็น เพราะอาหารเหล่านี้มีระยะเวลาการเสื่อมช้ากว่า ทำให้เป็นตัวเลือกที่เหมาะจะใช้ต่อเนื่องหลังจากอาหารที่เสียง่ายหมดไปแล้วค่ะ จะเห็นได้ว่าการวางแผนจัดลำดับแบบนี้ มีส่วนช่วยยืดอายุการใช้อาหาร ลดการสูญเสียโดยไม่จำเป็น และทำให้ทุกมื้ออาหารยังคงปลอดภัย และเพียงพอในสถานการณ์ไฟดับที่ควบคุมไม่ได้นะคะ 2. เก็บอาหารแห้งแยกจากอาหารสด อาหารแห้ง เช่น ข้าวสาร บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ถั่วเมล็ดแห้ง หรือปลากรอบ เป็นของที่เก็บได้นานโดยไม่จำเป็นต้องใช้ความเย็นค่ะ แต่สิ่งสำคัญคือต้องเก็บในภาชนะที่ปิดสนิทเพื่อป้องกันความชื้น และห่างจากพื้นที่ที่มีน้ำหรือความเปียกชื้น เพราะหากได้รับความชื้นเพียงเล็กน้อย ก็อาจทำให้เชื้อราและแมลงเข้ามาทำลายคุณภาพได้ทันที ซึ่งการเก็บแยกในตู้หรือลังที่สะอาด จะช่วยคงคุณค่าของอาหารแห้งให้นานที่สุดแม้ในช่วงไฟดับค่ะ ในทางตรงกันข้ามอาหารสด เช่น เนื้อสัตว์ ผักใบเขียว ผลไม้สุกเร็ว หรืออาหารสำเร็จรูปที่ต้องการความเย็น ควรแยกออกมาเก็บต่างหาก ไม่ควรวางรวมกับของแห้ง เพราะจะทำให้เกิดกลิ่นอับหรือของเหลวจากอาหารสดไปปนเปื้อน ที่จะทำให้ของแห้งเสียหายและปนจุลินทรีย์ได้ง่าย ที่โดยสรุปแล้วการเก็บแยกชัดเจนยังช่วยให้เราหยิบใช้งานได้สะดวก รู้ว่าอะไรควรรีบใช้ก่อน และอะไรยังเก็บไว้ได้ต่อ ทำให้การจัดการอาหารในภาวะฉุกเฉินมีระเบียบและปลอดภัยมากยิ่งขึ้นค่ะ 3. เก็บอาหารไว้ในตู้เย็นปิดสนิท รู้ไหมคะว่าทันทีที่เกิดไฟฟ้าดับ สิ่งแรกที่ควรทำ คือ ปิดตู้เย็นให้สนิทและงดการเปิดบ่อยๆ เพราะทุกครั้งที่เปิดประตูตู้เย็น ความเย็นภายในจะรั่วไหลออกมา ทำให้อุณหภูมิสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและเร่งให้อาหารเสียไวขึ้น ซึ่งการรักษาความเย็นให้นานที่สุด เป็นวิธีที่ช่วยยืดอายุของอาหารที่ต้องเก็บในสภาพเย็น โดยเฉพาะเนื้อสัตว์ นมสด หรืออาหารปรุงสำเร็จที่เสียง่ายมาก การลดการเปิดปิดจึงเป็นการควบคุมอุณหภูมิอย่างง่ายที่สุดในช่วงที่ควบคุมพลังงานไฟฟ้าไม่ได้ค่ะ โดยหลายคนยังไม่รู้ว่า ปกติตู้เย็นที่ปิดสนิทสามารถรักษาความเย็นได้ประมาณ 4 ชั่วโมง ส่วนช่องแช่แข็งจะคงอุณหภูมิได้ถึง 24–48 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับปริมาณของที่เก็บไว้ หากช่องแช่แข็งเต็มยิ่งเก็บความเย็นได้ดีกว่า เพราะมีความหนาแน่นของความเย็นสูงกว่า ดังนั้นการวางแผนเก็บอาหารในตู้ให้แน่นและเป็นระเบียบก่อนหน้านี้ จะช่วยให้ในเวลาฉุกเฉิน ตู้เย็นสามารถทำหน้าที่เก็บรักษาอาหารได้นานที่สุด ลดความเสียหาย และเพิ่มความปลอดภัยด้านสุขาภิบาลอาหารได้มากขึ้นค่ะ 4. ใช้น้ำแข็งช่วยรักษาความเย็น คุณผู้อ่านรู้ไหมคะว่า ในช่วงที่ไฟฟ้าดับ การมีน้ำแข็งสำรองถือเป็นวิธีช่วยที่มีประสิทธิภาพมาก เพราะเราสามารถนำน้ำแข็งก้อนหรือถุงน้ำแข็งไปวางในตู้เย็นหรือช่องแช่แข็ง เพื่อคงอุณหภูมิให้นานขึ้นได้ จากที่น้ำแข็งจะทำหน้าที่เป็นตัวดูดซับความร้อนและคายความเย็นออกมาอย่างต่อเนื่อง จึงช่วยให้อาหารสด เช่น เนื้อสัตว์ นมสด หรือผักผลไม้ คงความสดได้นานกว่าปล่อยไว้โดยไม่มีตัวช่วยใดๆ ดังนั้นการเตรียมถุงน้ำแข็งล่วงหน้าในช่องฟรีซ จึงเป็นการป้องกันความเสียหายที่ดีค่ะ นอกจากนี้หากมีถังน้ำแข็งหรือกล่องโฟม ก็สามารถนำอาหารที่จำเป็นออกมาเก็บร่วมกับน้ำแข็งได้นะคะ ทำให้เกิดตู้เย็นสำรองที่พกพาได้และรักษาอุณหภูมิได้หลายชั่วโมง โดยเฉพาะเมื่อไฟดับนานเกิน 1 วันค่ะ ที่โดยสรุปแล้วการแยกอาหารสำคัญไปไว้กับน้ำแข็ง จะช่วยลดความเสี่ยงที่ต้องทิ้งของเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ อีกทั้งยังเป็นวิธีง่ายๆ ที่ไม่ต้องใช้ไฟฟ้า เพียงแต่อาศัยการวางแผนและการจัดเก็บอย่างเป็นระบบเท่านั้นเองค่ะ 5. หลีกเลี่ยงการปรุงอาหารปริมาณมาก หลายคนอาจคิดว่าการทำอาหารทีละมากๆ แล้วเก็บไว้กินต่อจะสะดวก แต่ในช่วงที่ไฟฟ้าดับ วิธีนี้กลับเป็นความเสี่ยงค่ะ เพราะอาหารที่ปรุงเสร็จแล้วมักเสียง่ายกว่าของสด โดยเฉพาะอาหารที่มีส่วนผสมของกะทิ นม หรือเนื้อสัตว์ หากไม่มีตู้เย็นรองรับ ความร้อนและความชื้นในอากาศจะไปเร่งให้จุลินทรีย์เจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว และทำให้เกิดความเจ็บป่วยจากที่มีอาหารเป็นสื่อได้ง่าย ดังนั้นแนวทางที่ปลอดภัยกว่า คือ การปรุงอาหารเท่าที่จำเป็นต่อการกินในแต่ละมื้อ แม้จะต้องเสียเวลาในการทำใหม่ แต่ก็มั่นใจได้ว่าทุกจานยังสดใหม่และปลอดภัยกว่าของที่ทิ้งไว้นาน ซึ่งการปรับพฤติกรรมให้ปรุงพอดี จะช่วยลดการทิ้งอาหารที่เสียโดยไม่จำเป็น อีกทั้งยังทำให้ครอบครัวได้รับอาหารที่มีรสชาติและคุณภาพใกล้เคียงเดิมมากที่สุดแม้ในภาวะฉุกเฉินที่ไม่มีไฟฟ้าได้ค่ะ 6. หลีกเลี่ยงการเปิด-ปิดบรรจุภัณฑ์บ่อย รู้ไหมคะว่าอาหารที่อยู่ในบรรจุภัณฑ์ เช่น นมกล่อง น้ำผลไม้ ซอส หรืออาหารพร้อมทาน เราควรเก็บไว้ในสภาพที่ปิดสนิทให้นานที่สุด เพราะเมื่อเปิดแล้ว อากาศและจุลินทรีย์จากภายนอกสามารถเข้าไปสัมผัสได้ทันที ทำให้อาหารเสื่อมคุณภาพและบูดเสียเร็วกว่าปกติ โดยเฉพาะในช่วงไฟฟ้าดับที่ไม่มีความเย็นช่วยชะลอการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ ความเสี่ยงที่จะเกิดอาหารปนเปื้อนจึงสูงขึ้นกว่าช่วงปกตินะคะ ซึ่งการวางแผนเปิดใช้บรรจุภัณฑ์อย่างรอบคอบ จึงเป็นสิ่งจำเป็นตามมา เช่น หากเป็นนมกล่องขนาดใหญ่ ควรเลือกเปิดเมื่อมั่นใจว่าจะใช้หมดในเวลาไม่นาน หรือเปลี่ยนไปใช้บรรจุภัณฑ์ขนาดเล็กแทนเพื่อลดการเหลือค้าง และการป้องกันไม่ให้เปิด-ปิดซ้ำหลายครั้ง จะช่วยให้เก็บอาหารได้นานขึ้น ลดความเสี่ยงต่อการเกิดความเจ็บป่วยจากอาหาร และยังเป็นการจัดการทรัพยากรที่มีอยู่ให้คุ้มค่าในช่วงฉุกเฉินตอนไฟดับด้วยค่ะ 7. ใช้ภาชนะปิดสนิท ในช่วงไฟฟ้าดับการเก็บอาหารในภาชนะที่ปิดมิดชิด ถือเป็นเรื่องสำคัญมากนะคะทุกคน เพราะช่วยป้องกันไม่ให้อาหารสัมผัสกับอากาศที่มีจุลินทรีย์และฝุ่นละอองได้ อีกทั้งการปิดสนิทยังช่วยลดโอกาสที่แมลงวัน มด หรือสัตว์พาหะอื่นๆ จะเข้ามาสัมผัสกับอาหารและก่อให้เกิดการปนเปื้อน การเลือกใช้กล่องพลาสติกที่มีฝาแน่น ถุงซิปล็อก หรือภาชนะสแตนเลสที่มีฝาครอบ จึงเหมาะที่สุดในสถานการณ์แบบนี้ค่ะ นอกจากนี้ภาชนะปิดสนิทยังช่วยรักษาความชื้นและกลิ่นของอาหารให้นานขึ้น ทำให้อาหารยังคงรสชาติและคุณภาพได้แม้ในสภาพที่ไม่มีตู้เย็น อีกทั้งยังช่วยแยกอาหารแต่ละชนิดไม่ให้ปนกัน เช่น การเก็บเนื้อสัตว์แยกจากผักผลไม้หรืออาหารที่ปรุงแล้ว ซึ่งจะช่วยลดการเกิดการปนเปื้อนข้ามได้เป็นอย่างดี ซึ่งการจัดเก็บอย่างเป็นระบบในภาชนะปิดสนิท ถือเป็นเกราะป้องกันขั้นพื้นฐานของสุขาภิบาลอาหารในภาวะฉุกเฉินตอนไฟฟ้าดับค่ะ 8. ตรวจสอบอาหารก่อนกินทุกครั้ง ในช่วงที่มีไฟฟ้าดับ อาหารที่เก็บไว้โดยไม่มีความเย็นจะเสื่อมสภาพได้เร็วกว่าปกติค่ะดังนั้นก่อนจะนำมารับประทาน ควรตรวจสอบให้ละเอียดทั้งสี กลิ่น และลักษณะภายนอก หากมีกลิ่นผิดปกติ สีคล้ำลง หรือมีรอยเมือกและฟอง ควรทิ้งทันทีแม้จะดูเสียดาย เพราะอาหารที่เสียแล้วสามารถก่อให้เกิดความเจ็บป่วยในรูปแบบต่างๆ ได้ดังนั้นการใช้ประสาทสัมผัสตรวจสอบอาหารก่อนกิน จึงเป็นด่านแรกที่ช่วยคัดกรองความปลอดภัยได้ง่ายที่สุดนะคะ และนอกจากการสังเกตแล้ว หากลองชิมเล็กน้อยแล้วพบว่ารสเปลี่ยนไป เช่น มีรสเปรี้ยวหรือขมแปลกๆ ก็ควรงดรับประทานทันที ตลอดจนการฝึกให้คนในบ้านรู้จักตรวจสอบอาหารก่อนกินทุกครั้ง จะช่วยป้องกันการเจ็บป่วยจากอาหารที่เสื่อมเสียได้มาก โดยเฉพาะเด็กและผู้สูงอายุที่เป็นกลุ่มเปราะบางกว่าคนวัยอื่น ซึ่งการระมัดระวังแม้เพียงเล็กน้อยนี้ จะช่วยเพิ่มความมั่นใจว่ามื้ออาหารยังคงปลอดภัย แม้ต้องเผชิญกับสถานการณ์ไฟดับที่ไม่สามารถควบคุมได้ค่ะ 9. เตรียมอาหารสำรองที่ไม่ต้องแช่เย็น ในภาวะไฟฟ้าดับนาน สิ่งที่ช่วยลดความกังวลได้มาก คือ การมีอาหารสำรองที่ไม่จำเป็นต้องแช่เย็นติดบ้านไว้ค่ะ เช่น อาหารกระป๋อง ข้าวสาร บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป นม UHT หรือผลไม้แห้ง เพราะอาหารเหล่านี้สามารถเก็บไว้ได้นานและหยิบมารับประทานได้ทันที โดยไม่ต้องพึ่งตู้เย็นหรือการปรุงประกอบที่ซับซ้อน ซึ่งการเตรียมของเหล่านี้ไว้ล่วงหน้า จะช่วยให้ครอบครัวมีอาหารพอเพียงในสถานการณ์ฉุกเฉินที่ไม่มีไฟฟ้าใช้นะคะ นอกจากนี้ควรเลือกอาหารสำรองที่ให้พลังงานและสารอาหารครบถ้วนในระดับหนึ่ง เพื่อรองรับช่วงเวลาที่ไม่สามารถเข้าถึงอาหารสดได้ตามปกติ เช่น การเตรียมธัญพืช ขนมปังแห้ง หรือถั่วอบที่เก็บได้นาน ซึ่งการจัดเก็บอาหารเหล่านี้ให้อยู่ในที่แห้งและสะอาด ยังช่วยรักษาคุณภาพไว้ได้ยาวนานยิ่งขึ้นค่ะ ดังนั้นการมีอาหารสำรองไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงจากการบริโภคของบูดเสีย แต่ยังสร้างความอุ่นใจว่าเรามีทางเลือกที่ปลอดภัยได้ แม้ในยามที่ระบบไฟฟ้าและการเก็บรักษาอาหารไม่พร้อมใช้งานนะคะ และนั่นคือแนวทางสำหรับบริหารจัดการอาหารของเราในภาวะฉุกเฉินค่ะ ที่โดยสรุปแล้วเมื่อเกิดเหตุการณ์ไฟฟ้าดับ สิ่งแรกที่เราควรทำ คือ การควบคุมความเย็นในตู้เย็นและตู้แช่แข็งให้คงอยู่ได้นานที่สุดค่ะ เพราะเป็นปัจจัยที่ช่วยยืดอายุอาหารได้จริง การปิดตู้ให้สนิทและลดการเปิดโดยไม่จำเป็น ร่วมกับการเสริมด้วยการใส่น้ำแข็งก้อนหรือเจลเย็น จะช่วยรักษาอุณหภูมิไว้ได้หลายชั่วโมงนะคะ จากนั้นควรรีบประเมินอาหารที่มีอยู่ทั้งหมดและจัดลำดับความสำคัญ โดยนำอาหารที่เสียง่าย เช่น เนื้อสด นม หรืออาหารที่มีส่วนผสมกะทิ ออกมาใช้ก่อน เพื่อหลีกเลี่ยงการบูดเสียโดยไม่ทันได้บริโภค ซึ่งขั้นตอนต่อมาคือการจัดการอาหารที่เหลือให้อยู่ในสภาพปลอดภัย เช่น เก็บอาหารสดในภาชนะปิดสนิท แยกของสดออกจากของแห้ง และหลีกเลี่ยงการปรุงอาหารในปริมาณมากเกินความจำเป็น เพราะอาหารที่ปรุงแล้วเสียง่ายกว่าของดิบ หากไม่มีที่เก็บรักษาเย็น การทำอาหารทีละพอดีต่อมื้อจึงปลอดภัยกว่าและลดการสูญเสียได้ นอกจากนี้ยังควรเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ที่เปิดใช้แล้วให้หมดโดยเร็ว ไม่เปิด-ปิดหลายครั้ง และที่สำคัญควรฝึกนิสัยการตรวจสอบอาหารก่อนกินทุกครั้ง เพื่อป้องกันการเจ็บป่วยจากอาหารปนเปื้อนค่ะ โดยสิ่งที่บอกว่าเราจัดการอาหารช่วงไฟฟ้าดับได้ดีแล้ว คือ อาหารคงสภาพได้นานขึ้นโดยไม่เสียหาย และทุกคนในบ้านสามารถกินอาหารได้อย่างปลอดภัย ไม่มีใครเจ็บป่วยจากอาหาร อีกทั้งยังไม่มีของเสียหายจนต้องทิ้งเป็นจำนวนมาก หากเราสามารถใช้ของสดให้คุ้มค่า ผสมผสานกับอาหารแห้งหรืออาหารสำรองที่ไม่ต้องแช่เย็นได้อย่างเหมาะสม นั่นแสดงว่าเรามีการวางแผนและควบคุมสุขาภิบาลอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว และถือเป็นการจัดการวิกฤตไฟดับที่ทั้งปลอดภัยและลดความเสียหายไปในเวลาเดียวกันนะคะ ที่โดยส่วนตัวแล้วผู้เขียนเคยตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไฟฟ้าดับเหมือนกันค่ะ มีทั้งไฟดับแบบที่มีการแจ้งล่วงหน้ากับแบบที่ดับกระทันหันก็มี และมีทั้งไฟดับตอนกลางวันและตอนกลางคืนค่ะ โดยในส่วนของตอนกลางคืนนั้น เจอบ้างแต่ไม่บ่อยค่ะ และมีบางครั้งไฟดับตอนทำอาหารด้วย ซึ่งจากประสบการณ์ที่ผ่านมา ผู้เขียนเลือกใช้แนวทางต่างๆ ข้างต้นมาแก้ปัญหาค่ะ ตั้งแต่ไม่เปิดตู้เย็นเกินความจำเป็น จัดการอาหารที่มีอยู่นอกตู้เย็นก่อน ทั้งอาหารแห้งและอาหารที่ประกอบแล้วบางส่วน และจากที่ผ่านมาทำให้ตอนนี้ที่นี่มีกล่องโฟมไว้เป็นอุปกรณ์สำรองยามฉุกเฉินค่ะ ยังไงนั้นหากคุณผู้อ่านต้องการแนวทางในการแก้ปัญหาในช่วงไฟฟ้าดับ เคล็ดลับข้างต้นคือวิธีการในการบริหารจัดการอาหารของเราค่ะ เพราะอาหารสามารถนำความเจ็บป่วยมาสู่คนเราได้ โดยเฉพาะในช่วงไฟฟ้าดับความเสี่ยงยิ่งเพิ่มมากขึ้นนะคะ ดังนั้นอย่าลืมนำทริคต่างๆ ไปประยุกต์ใช้กันค่ะ และด้วยความตั้งใจ ผู้เขียนหวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับคุณผู้อ่านไม่มากก็น้อย หากสนใจเนื้อหาเช่นนี้อีก อย่าลืมกดติดตามหรือบุ๊กมาร์กโปรไฟล์ไว้ เพื่อรับข้อมูลใหม่ๆ ในบทความต่อไป ถ้าต้องการอ่านบทความทั้งหมดโดยผู้เขียน ให้กดดูโปรไฟล์ได้เลยค่ะ #การจัดการอาหาร_ในภาวะฉุกเฉิน #สุขาภิบาลอาหาร #ความปลอดภัยในอาหาร #FoodSafety เครดิตรูปภาพประกอบบทความ รูปภาพทำหน้าปก โดย Drobotdean จาก FREEPIK และออกแบบหน้าปกโดยผู้เขียน ใน Canva รูปภาพประกอบเนื้อหา: ภาพที่ 1-3 โดยผู้เขียน และภาพที่ 4 โดย Paul Einerhand จาก Unsplash เกี่ยวกับผู้เขียน ภัคฒ์ชาลิสา จำปามูล จบการศึกษา: พยาบาลศาสตรบัณฑิต จากวิทยาลัยพยาบาลศรีมหาสารคาม กระทรวงสาธารณสุข และสาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต (อนามัยสิ่งแวดล้อม) จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น มีความสนใจและประสบการณ์เกี่ยวกับ: สุขภาพ จิตวิทยาเชิงบวก การบำบัดน้ำเสียและกำจัดสิ่งปฏิกูล วิธีเก็บมะนาวทั้งลูก ในดินทราย ให้สดนาน ทำยังไงดี 9 ทริคเก็บไข่ไก่นอกตู้เย็น ในอุณหภูมิห้อง ทำยังไง อยู่ได้นาน วิธีเก็บตะไคร้ทั้งต้น ด้วยการแช่น้ำ ให้สดนานหลายวัน ทำยังไง หิวใช่ไหม อยากหาของกินอร่อย ๆ ใช่หรือเปล่า ส่องร้านเด็ดร้านดังได้ที่ App TrueID โหลดฟรี !